มิตซูบิชิประเทศไทย เปิดตัวประกาศราคาจำหน่าย All-New Mitsubishi XForce คอมแพ็กต์เอสยูวีขุมพลังฟลูไฮบริด ที่แรกของโลกในประเทศไทย ที่มากับขุมพลัง Full Hybrid เครื่องยนต์ 1.6 Hybrid 116 แรงม้า มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย เปิดราคาจำหน่ายไว้ดังนี้

ราคาจำหน่าย All-New Mitsubishi XForce HEV รุ่นประกอบในประเทศไทย
- รุ่น Ignite ราคาเริ่มต้น 899,000 บาท
- รุ่น Ultimate ราคาเริ่มต้น 1,039,000 บาท
- รุ่น Ultimate X ราคาเริ่มต้น 1,089,000 บาท

สำหรับในด้านงานออกแบบดีไซน์ของ All-New Mitsubishi XForce HEV จะเหมือนกับในรุ่นเครื่องยนต์ ICE โดยตัวรถจะถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก Mitsubishi XFC Concept ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ ‘Silky and Solid’ แนวคิดการออกแบบใหม่จากมิตซูบิชิ ที่มากับความเรียบหรู แต่ทรงพลัง สะท้อนผ่านรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว โดดเด่น เปรียบสมือนไอคอนนิคแห่งยุค




ในด้านงานดีไซน์ด้านหน้ายังคงมาในแนวทางงงานออกแบบที่เรียกว่า Dynamic Shield มาพร้อมกระจังหน้าขนาดใหญ่ ติดตรา โลโก้ทรีไดมอนด์สีเงิน มาพร้อมโลโก้ HEV ที่บนกระจังหน้าสีดำ ขณะที่ชุดไฟหน้า และไฟท้ายมาในทรง T-Shape ดีไซน์ล้ำสมัย เสริมให้เห็นถึงความกว้างและความรู้สึกมั่นคงของตัวรถ


ดีไซน์ด้านข้างออกแบบให้มีเส้นสายที่ดูคมชัด มาพร้อมโป่งซุ่มล้อขนาดใหญ่ที่สอดรับเข้าชุดกับล้อขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 225/50/R18

ส่วนด้านท้ายจะติดตั้งกันชนท้านขนาดใหญ่ เสริมคววามสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังคาและเสาอากาศแบบครีบฉลาม

ในด้านมิติขนาดตัวรถจะเป็นเอสยูวีขนาด B- Senment โดยมีความยาว 4,390 มม., กว้าง 1,810 มม., สูง 1,660 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,650 มม. นอกจากนั้นยังออกแบบให้มีความสูงจากพื้นถนนหรือ Ground Clearance 183 มม.

ภายในห้องโดยสารออกแบบโดยใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกหรูหรา ประณีตในทุกรายละเอียด คอนเซปต์ตามแนวคิด “Horizontal Axis” มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม

ภายในห้องโดยสารจะมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่สีดำ และ สีเทา /น้ำตาล พร้อมตกแต่งด้วยผ้าชนิดพิเศษ (Melange-Mocha with Special Fabric Decoration)


พร้อมยกระดับการเดินทางของคุณ ให้รู้สึกผ่อนคลายในแบบพรีเมียมด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกัน พื้นที่เหนือศีรษะ พื้นที่หัวไหล่ และพื้นที่วางขาที่กว้าง ทำให้สามารถเดินทางได้พร้อมกันถึง 5 คน โดยไม่รู้สึกอึดอัด เบาะนั่งตอนหลังสามารถพับปรับแบบ 40:20:40 และปรับเอนได้ถึง 8 ระดับ พร้อมด้วยวัสดุหุ้มเบาะ “Heat Guard” ที่ช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงแดด


แผงแดชบอร์ดมาพร้อมความล้ำสมัย โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Driver Display ที่มีขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมหน้าจออินโฟเทนเมนท์ขนาด 12.3 นิ้ว ที่วางอยู่ในแผงเดียวกัน รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

นอกจากนั้นยังมาพร้อมระบบเสียงไดนามิค ซาวด์ ยามาฮ่า พรีเมียม (Dynamic Sound Yamaha Premium Sound System) เครื่องเสียงและระบบเสียงคุณภาพ พร้อมลำโพง 6-8 ตำแหน่ง (ขึ้นอยู่แต่ละรุ่นย่อย) ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับ ยามาฮ่า คอร์เปอเรชั่น ให้เสียงใส คมชัดในทุกมิติ ให้คุณเพลิดเพลินกับเพลงโปรดได้เสมือนฟังดนตรีแบบแยกชิ้น


รวมทั้ยังได้รับระบบฟอกอากาศ nanoeTM X ที่จะช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์ และยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดอากาศเหนื่อยล้า สร้างความสดชื่นให้คุณตลอดการเดินทาง และไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (Ambient Light) บริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตูด้านหน้า



นอกจากนี้ยังมีแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย, พอร์ต USB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง, ชุดไฟสร้างบรรยากาศโดยรอบ, กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ, ระบบ Brake Auto Hold มาพร้อมเบรกมือไฟฟ้า EPB, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ Dual Zone รวมทั้งยังได้รับฟังก์ชัน Hands-free Power Liftgate เปิด-ปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า



ในด้านพละกำลังขับเคลื่อนจะมากับขุมพลังเดียวกับ Xpander HEV แต่จะมีการปรับจูนเล็กน้อย โดยจะเปฺ็นขุมพลัง HEV e:Motion 1.6 Hybrid ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร 1 MIVEC ที่ให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที


ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า 255 นิวตันเมตร Full Hybrid มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 1.1 kWh จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Transaxale ส่งกำลังไปยังล้อหน้า รองรับน้ำมันสูงสุด E20 มีความจุถังน้ำมัน 42 ลิตร โดยทางมิตซูบิชิเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 24.4 กม./ ลิตร


มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 7 รูปแบบ ได้แก่ Normal (ถนนทั่วไป) / Wet (ถนนเปียก) / Gravel (ถนนลูกรัง) / Tarmac (ถนนลาดยาง) / Mud (ถนนโคลน) และอีก 2 ทางเลือกพลังงานทั้ง Charge (โหมดการชาร์จ) และ EV Priority (โหมดพลังงานไฟฟ้า 100%) โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ด้วยตนเองตามสภาพถนน สภาพภูมิอากาศ หรือรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ

รวมทั้งยังมาพร้อมระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้งหรือ AYC คอมแพ็กต์เอสยูวี (Active Yaw Control) เทคโนโลยีจากรถแข่งแรลลี่คาร์ของมิตซูบิชิ ทำงานโดยคำนวณการส่งกำลังลงที่ล้อซ้าย-ล้อขวา ให้หมุนสัมพันธ์กัน ขณะที่รถเข้าโค้ง เพื่อสร้างสมดุลให้กับตัวรถ ทำให้สามารถขับผ่านทางโค้งได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และมั่นใจในทุกสถานการณ์

ขณะที่ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลังแบบทอร์ชันบีม มาพร้อมระบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ


ในด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ จะมากัยเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ หรือ ADAS ที่จะตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวรถแบบ 360 องศา ทำงานอย่างแม่นยำผ่านการทำงานของกล้อง เรดาห์ และเซนเซอร์ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (MAM with MOD) / ระบบเตือนเมื่อรถด้านหน้าออกตัวหรือเคลื่อนที่ไปด้านหน้า (LCDN) / ระบบเตือนจุดอับสายตา และระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA) / ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) / ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติถึงจุดหยุดนิ่ง (ACC) / ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) / ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) / ระบบเบรก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก, ระบบเสริมแรงเบรก และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ที่ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย


สำหรับ Mitsubishi XForce HEV จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานในไทย โดยจะมีให้เลือกแบบโมโนโทน และูโทน ได้แก่ สีขาวมุก White Diamond, สีเงิน Blade Silver, สีเทา Graphite Gray, สีดำ Jet Black Mica, สีขาวมุก White Diamond หลังคาดำ, สีเทา Graphite Gray หลังคาดำ, สีเหลือง Energetic Yellow หลังคาดำ, สีแดง Spirit Red หลังคาดำ
All-New Mitsubishi XForce HEV (ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี) จะมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ ดังนี้
- รับประกันคุณภาพตัวรถ Warranty นาน 5 ปี หรือ 100,000 km.
- รับประกันระบบไฮบริด นาน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด นาน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
- ฟรี ค่าแรงเช็คระยะ นาน 5 ปี / 100,000 km.
- เลือกรับแพ็คเกจ ฟรี ค่าบำรุงรักษา นาน 5 ปี และ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี
