เปิดภาพจริง พร้อมรายละเอียดสเปคข้อมูล NEW MG IM6 รถเอสยูวีคูเป้ไฟฟ้าดีไซน์หรู ก่อนเปิดราคาวางจำหน่ายในวันที่ 18 มีนาคมนี้ โดยจะมีให้เลือก 2 รุ่นได้แก่ Premium 2WD และ Performance AWD ลุ้นราคาเริ่มที่ 1.3 -1.4 ล้านบาท

สำหรับ NEW MG IM6 ซึ่งเป็น e-SUV อัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ ด้วยการผสานนวัตกรรมขั้นสูงเข้ากับงานออกแบบที่เหนือระดับ โดย IM6 ยังชูจุดเด่นในการเป็นยนตรกรรม EV ระดับพรีเมียม ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความหรูหรา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัยสำหรับผู้ใช้งาน

โดย NEW MG IM6 หรือชื่อเดิมในจีนจะรู้จักกันในชื่อว่า IM LS6 จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มาในรูปแบบเอสยูวี Fastback ท้ายลาด โดยเป็นรถของทางแบรนด์ IM Motors ที่เป็นบริษัทร่วมทุนกันะหว่าง SAIC Motor, Zhangiang Hi-Tech และ Alibaba Group ถูกกนำมาโชว์ตัวในไทยครั้งแรกที่งาน Motor Expo 2023 ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเวอร์ชันพวงาลัยซ้าย

ต่อมาเมื่อปลายปี 2024 ที่งาน Motor Expo 2024 ทาง บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย ได้นำ IM6 สเปคพวงมาลัยขวาเข้ามาโชว์ตัวอีกครั้ง ก่อนที่ครั้งนี้จะพร้อมเปิดตัววางเปิดราคาในวันที่ 18 มีนาคมนี้
แต่ก่อนที่จะรับทราบราคาจำหน่าย เรามาทำความรู้จักของ NEW MG IM6 สเปคที่จะเปิดขายในไทยกันก่อนล่วงหน้าสักเล็กน้อย

ในด้านงานดีไซน์ภายนอกนั้นจะมากับความหรูหราแต่ล้ำสมัย แปลกใหม่ และโดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดย NEW MG IM6 เป็นผลงานการออกแบบดีไซน์ร่วมกันของนักออกแบบจาก SAIC MOTOR CORPORATION และ University of Art London


ภายนอกถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Gentle Sculpture ที่ตัวรถ เน้นความโค้งมน ดูพลิ้วไหว ดีไซน์กระจังหน้าเป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟหน้าดีไซน์แบบ L Shape ทำให้รถดูโฉบเฉี่ยว มาพร้อมชุดไฟ ไฟ Daytime Running Lights



เส้นสายด้านข้างเน้นความลู่ลม มือจับประตูเป็นแบบแบบเก็บซ่อนในตัวรถ (Hidden Door Handle) ที่ราบเรียบไปกับตัวรถ มาพร้อมกระจกข้างแบบไร้กรอบ พร้อมกระจกรอบคัน 2 ชั้น ส่วกระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวในตัว ส่วนชุดล้ออัลลอยในรุ่น Premium 2WD จะมีขนาด 20 นิ้ว ส่วนในรุ่น Performance AWD จะมีขนาด 21 นิ้ว


ส่วนด้านท้ายมากับไฟท้ายพาดยาวแบบ Skyline Taillights และการออกแบบเส้นสายให้ดูโค้งโอบล้อมลงตัวเข้ากับช่วงท้ายรถ ทั้งยังคำนึงถึงการใช้หลักอากาศพลศาสตร์ หรือ Aero Dynamics ในการออกแบบเพื่อช่วยเสริมสมรรถนะและเพิ่มประสิทธิภาพของตัวรถได้อย่างลงตัว นอกจากนั้นยังมากับ ระบบไล่ฝ้าที่กระจกหลัง

ในด้านขนาดมิติตัวรถตะมีความยาว 4,904 มม. กว้าง 1,988 มม. สูง 1,669 มม. และมีระยะความยาวฐานล้อ 2,950 มม.

ภายในเหนือระดับ กับหลากลูกเล่นที่ตอบไลฟ์สไตล์ สะดวกสบาย และลงตัว การออกแบบภายในเน้นความเรียบหรู และคำนึงถึงความสะดวกสบายให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน โดยจะถูกตกแต่งด้วยวัสดุแบบ Soft Touch

ในส่วนของแผงแดชบอร์ดจะได้รับการติดตั้งจออัจฉริยะระบบสัมผัส Intelligent Immersive Touch Screens ที่มีขนาดยาวถึง 26.3 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android แบบไร้สาย มาพร้อมระบบสั่งการอัจฉริยะ IM OS

มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ที่หุ้มด้วยหนังปรับ 4 ทิศทาง ควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางโทรศัพท์ นอกจากนั้ยังมากัยชุเคันเกียร์ทีอยู่บริเวณคอพวงมาลัย


ด้านคอนโซลกลางออกแบบให้เชื่อมต่อกับคอนโซลหล้าที่รูปแบบสะพาน โดยด้านบนจะได้รับการติดตั้งหน้าจอแนวตั้งขนาด 10.5 นิ้ว ที่จะทำหน้าที่ควบคุมและสั่งงานส่วนต่าง ๆ ภายในรถ รวมทั้งยังมาพร้อมกับแท่นชาร์จสมาร์ตโฟนที่ให้กำลังชาร์ต 50W ถูกออกแบบให้วางในแบบแนวตั้งแบบเอียง โดยด้านข้างจะมีช่องวางแก้วน้ำขนาดใหญ่ให้อีก 2 ช่อง


ในส่วนเบาะที่นั่งรองรับได้ 5 ที่นั่ง ออกแบบการตัดเย็บให้เป็นแบบ POPO Sofa ทรงขนมปังที่เพิ่มความสบายยิ่งขึ้น ตัวเบาะหุุ้มด้วยวัสดุสังเคราะห์ เบาะที่นั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อม Lumbar Support ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง โดยเบาะคู่หน้าเป็นแบบระบายความร้อน พร้อมระบบนวดสำหรับผู้ขับขี่




ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้ 60:40 โดยจะมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถจุได้มากถึง 596 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,640 ลิตร พร้อมที่เก็บสัมภาระเพิ่มเติมที่ท้ายรถได้อีก 69 ลิตร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้ารถจุได้มากถึง 32 ลิตร



สำหนรับชุดอุปกรณ์จะได้รับระบบลำโพงรอบทิศทาง 20 จุด ประกอบด้วย ลำโพงรอบทิศทาง 16 จุด และลำโพงบริเวณหลังคา 4 จุด / ชุดไฟ Ambient Light ที่สามารถเปลี่ยนได้ 256 เฉดสี / กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down / กระจกมองหลังแบบ Streaming Media Rearview Mirror / ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกโซนอิสระ พร้อมระบบกรองอากาศ PM 2.5 / ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง / ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 2 จุด เปิดท้ายด้วยฝาท้ายไฟฟ้า ที่มาพร้อมระบบเตะเปิดอัตโนมัติ




นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมความพิเศษด้วย IM MAG HUB อุปกรณ์เสริมติดแม่เหล็กภายในตัวรถ เพื่อใช้ติดตั้งแอคเซสเซอรี่ต่าง ๆ อาทิ โคมไฟ กระจกแต่งหน้า ไฟอ่านหนังสือ ฯลฯ จำนวน 5 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์เฉพาะจาก SAIC เพื่อครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานรถอย่างแท้จริง

NEW MG IM6 มาพร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะ อาทิ ระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก (Intelligent Rainy Night Mode) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA, ระบบช่วงล่างถุงลมอัจฉริยะ (Intelligent Air Suspension)



อีกทั้งยังมาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ซึ่งรวมระบบ ADAS เพื่อรองรับ EURO-NCAP อาทิ ระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก, ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA, ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB , ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH, ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA , ระบบควบคุมการทรงตัว VDC, ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HHC , ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC, ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS , ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS, ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS, ระบบช่วยเบรก AEB, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC, ระบบแจ้งเตือนความเร็วอัตโนมัติ SLF, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LCC, ระบะช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน LDP, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW , ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD, ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA, ระบบช่วยเบรกขณะถอย RCTB, ระบบระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW

รวมทั้งยังมากับระบบไฟ FOLLOW ME HOME, จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX, ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock), เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย, กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหน้า และหลัง, ระบบกุญแจอัจฉริยะพร้อมการ์ด NFC สำหรับแปะเพื่อล้อค และปลดล็อคตัวรถ

NEW MG IM6 ถูกสร้างขึ้นบนแชสซีดิจิทัลอัจฉริยะใหม่ (IM Digital Chassis) ที่ทำจากอะลูมิเนียม ในด้านขุมพลังขับเคลื่อนจะได้รับการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor มาพร้อมสถาปัตยกรรม 800V Dual SiC Platform โดยจะมากับแบตเตอรี่ Lithium-ion พร้อมระบบ Cooling system เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่สามารถระบายความร้อนได้ 15 องศาเซลเซียส ภายในเวลาเพียง 30 วินาที โดยจะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อยได้แก่
- Premium 2WD มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 295 แรงม้า (217 kW) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ในเวลา 5.9 วินาที จับคู่กับแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาดความจุ 75 kWh ขับเคลื่อนด้วยแรงดันไฟฟ้าสูงถึง 400 โวลต์ ชาร์จไฟวิ่งได้ระยะทางไกล 550 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)
- Performance AWD มอเตอร์คู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 787 แรงม้า (572 kW) แรงบิดสูงสุด 802 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ใน 3.48 วินาที โดยสามารถทำความเร็วสูงสุด ได้มากกว่า 240 กม./ชม. จับคู่กับแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาดความจุ 100 kWh ขับเคลื่อนด้วยแรงดันไฟฟ้าสูงถึง 875 โวลต์ ชาร์จไฟวิ่งได้ะยะทางไกลสุด 634 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)

รองรับการชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% – 80% ใช้เวลาน้อยกว่า 20 นาที ด้วยแรงดันไฟฟ้า 800 โวลต์ รองรับการชาร์จแบบกระแสตรงสูงสุด 396 kW นอกจากนี้ยังรองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 6.6 kW รวมทั้งยังได้รับการติดตั้งบตเตอรี่ 12V ที่เป็นแบบ Lithium- ion

สำหรับ NEW MG IM6 ทั้ง 2 รุ่นจะมีระบบการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ Eco / Comfort / Sport / Snow / Custom และ Super Eco ซึ่งจะดึงไฟสำรองจากแบตเตอรี่มาใช้อีก 80 กม.สำหรับในยามฉุกเฉิน
นอกจากนั้นยังมากับระบบ KERS 2 ระดับ มาพร้อมรัศมีวงเลี้ยว 5.09 เมตร รวมทั้งยังมากับดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมช่องระบายความร้อน จาก Continental

ด้านระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ Double Wishbone พร้อมระบบถุงลมอัจฉริยะ (Intelligent Air Suspension) ที่สามารถปรับสูง-ต่ำได้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับความสูงปกติ (Standard) ปรับเตี้ยลง 5 ซม. และปรับสูงขึ้น 2 ซม. พร้อมปรับการทำงานอัตโนมัติตามรูปแบบการขับขี่ ส่วนด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์พร้อมระบบถุงลมสำหรับรุ่น Performance AWD

รวมทั้งยังได้รับระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent Four-Wheel Steering System) มาพร้อมการถอยจอด และขับออก ด้วยปลายนิ้วสัมผัสกับระบบ One Touch iAD ที่ช่วยในการถอยจอดด้านข้าง (One Touch Side Parking) และระบบ Crab Mode ที่สามารถปรับมุมทั้ง 4 ล้อแล้วสไลด์เข้าจอดได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการจอดและออกจากช่องจอดรถในพื้นที่จำกัด (One Touch Escape) และการถอยหลังอัตโนมัติเมื่อขับเจอซอยตัน (One Touch Traceback)

NEW MG IM6 จะเป็นรถที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีน โดยจะมีเฉดสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีชมพู Ferdinand Pink / สีขาว Raphael Beige / สีดำ Ares Black / สีเทา Rembrandt Grey และสีน้ำเงิน Nevis Blue

ส่วนราคาจำหน่ายทั้ง 2 รุ่นย่อยจะถูกประกาศในวันที่ 18 มีนาคม 2568 นี้
