เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา Nissan Frontier Pro รถกระบะคันแรกของทางนิสสันที่ผลิตขึ้นในประเทศจีน ได้ถูกเผยโฉมครั้งแรกที่งาน Auto Shanghai 2025

ล่าสุดทาง Zhengzhou Nissan บริษัทร่วมทุนระหว่าง Nissan (นิสสัน) ประเทศญี่ปุ่น กับ Dongfeng Motor Group (ตงเฟิง มอเตอร์ กรุ๊ป) ของจีน ได้เปิดราคาจำหน่าย Frontier Pro ออกมาแล้ว โดยมีขุมพลังให้เลือกทั้งแบบเครื่องสันดาปล้วน (ICE) ที่มีทั้งเครื่องยนน์เบนซิน และดีเซล โดยมีรให้เลือก 5 รุ่นย่อยนอกจากนั้นยังมีขุมพลังทางเลือกอย่าง PHEV เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกมีให้เลือก 4 รุ่นย่อย
ราคาจำหน่าย Nissan Frontier Pro ในตลาดประเทศจีน
- รุ่น Comfort Edition เครื่องยนต์ดีเซล 2.3T 4WD เกียร์อัตโนมัติ ราคา 169,900 หยวน (ประมาณ 7.64 แสนบาท)
- รุ่น Luxury Edition เครื่องยนต์ดีเซล 2.3T 4WD เกียร์อัตโนมัติ ราคา 179,900 หยวน (ประมาณ 8..09 แสนบาท)
- รุ่น Supreme Edition เครื่องยนต์ดีเซล 2.3T 4WD เกียร์อัตโนมัติ ราคา 199,900 หยวน (ประมาณ 8.99 แสนบาท)
- รุ่น Luxury Edition เครื่องยนต์เบนซิน 2.0T 4WD เกียร์อัตโนมัติ ราคา 176,900 หยวน (ประมาณ 7.96 แสนบาท)
- รุ่น Supreme Edition เครื่องยนต์เบนซิน 2.0T 4WD เกียร์อัตโนมัติ ราคา 196,900 หยวน (ประมาณ 8.86 แสนบาท)
- รุ่น Comfort Edition AWD PHEV 131km ราคา 189,900 หยวน (ประมาณ 8.86 แสนบาท)
- รุ่น Luxury Edition AWD PHEV 131km ราคา 199,900 หยวน (ประมาณ 8.99 แสนบาท)
- รุ่น Smart Edition AWD PHEV 131km ราคา 219,900 หยวน (ประมาณ 9.89 แสนบาท)
- รุ่น Flagship Edition AWD PHEV 131km ราคา 189,900 หยวน (ประมาณ 1.12 ล้านบาท)


สำหรับ Frontier Pro กระบะรุ่นใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ Nissan เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกของแบรนด์ที่ได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตในประเทศจีนทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะส่งไปวางจำหน่ายทั่วโลก

ในด้านงานออกแบบของ Frontier Pro นั้นได้รับ DNA มาจาก Dongfeng Z9 โดยเฉพาะในส่วนของชุดไฟหน้า LED ที่เป็นทรงตัว U คว่ำขนาดใหญ่ วางเต็มพื้นที่โดยใน Frontier Pro นั้นจะดีไซน์ให้เป็นแถบไฟ LED วางเรียวต่อกัน 5 แถว รวมถึงในส่วนด้านข้างก็เรียงซ้อนกัน 5 ชั้น (ส่วนใน Dongfeng Z9 นั้นจะเป็นรูปตัว Z)

ขณะที่ความแตกต่างของในรุ่น ICE และ PHEV จะอยู่ที่ในส่วนด้านหน้า โดยในรุ่น ICE จะมากับกระจังหน้าสีดำ พร้อมช่องระบายอากาศ เติทความโดดเด่นด้วยช่องรับลม 3 ช่องที่วางอยู่ใต้ฝากระโปงหน้า ส่วนกันชนหน้าขนาดใหญ่จะตกแต่งด้วยชิ้นงานโครเมียมที่เป็นรูปทรงตัว U คว่ำ

ส่วนในรุ่น PHEV จะมีแถบกระจังหน้าแบทึบ มาพร้อมโลโก้ NISSAN แบบแรืองแสง เสริมความดุด้วยกันชนหน้า และช่องดักอากาศขนาดใหญ่สีดำ อีกทั้งยังเพิ่มความแกร่งด้วยแผงกันกระแทกสีเทา

ส่วนเส้นสายด้านข้างนั้นเหมือนกันตกแต่งในส่วนเสา A และ B ด้วยเฉดสีดำ ทำให้ตัวรถนั้นดูโป่งสูงขึ้นแบบฉบับหลังคาแบบลอยตัว มาพร้อมบันไดข้าง ขณะที่ชุดล้ออัลลอยนั้นจะแตกต่างโดยในรุ่น PHEV จะมาในแบบทูโทนปัดเงาขนาด 18 นิ้ว ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์สันดาปจะเป็นล้อสีดำ โดยในทุกรุ่น ทุกรูปแบบจะได้รับการติดตั้งราวแล็คหลังคาสีดำ

ส่วนที่ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายที่เป็นทรงเดียวกับชุดไฟหน้า โดยติดชือแบรนด์ N I S S A N ไว้คั้นกลาง มาพร้อมฝาปิดท้ายเปิด – ปิดด้วยไฟฟ้า (ในบางรุ่น) นอกจากนั้น จะติตดั้งพอร์ตจ่ายไฟ V2L ขนาด 6 kWh ไว้ที่ตัวกระบะท้าย สำหรับในรุ่น PHEV

ในด้านมิติรถ Frontier Pro จะมีความยาว 5,520 มม. กว้าง 1,960 มม. สูง 1,950 มม. และมีฐานล้อที่ยาวถึง 3,300 มม. พื้นที่กระบะบรรทุกสัมภาระกว้างขวางด้วยขนาด 1,520 มม. (ยาว) x 1,600 มม. (กว้าง) x 490 มม. (ลึก)


ภายในห้องโดยสาทั้งรูปแบบ ICE และ PHEV จะเหมือนกัน โดยมีให้เลือก 2 เฉดสี ไก้แก่ สีเหลืองครีม และเฉดสีดำ ตกแต่งภายในด้งบวัสดุแบบบุนุ่ม

แผงแดชบอร์ดจะมากับหน้าแสดงข้อมูลการขับขี่แบบจอดิจิทัลขนาด 10 นิ้ว ที่วางแบบลอยตัวอยู่ด้านหลังพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงสองก้าน มาพร้อมหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 14.6 นิ้ว ที่ถูกวางแบบลอยตัวเช่นกัน รองรับการเชื่อต่อทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay แบบไร้สาย
ในส่วนกรอบช่องแอร์จะถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน มาพร้อมแผงปุ่มควบคุม ที่ดีไซน์ให้เป็นแบบกด คล้ายแป้นเปียโน

แผงคอนโซลกลางจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ มาพร้อมแท่นชาร์จสมาร์ตโฟนแบบไร้สาย, คันเกียร์อิเล็กทรอนิกส์ และปุ่มหมุนเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ด้านเบาะที่นั่งปรับไฟฟ้า มาพร้อมกับระบบอุ่นเบาะ พร้อมระบายอากาศ และฟังก์ชันนวด นอกจากนั้นยังได้รับระบบเครื่องเสียงจากทาง JLA ที่มาพร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

ในด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ จัดเต็มด้วยระบบความปลอดภัย ADAS ครบครัน

ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนของ Frontier Pro ที่เปิดวางขายในจีน จะให้เลือกทั้งรูปแบบเครื่องยนต์สันดาป (ICE) เริ่มจากเครื่องยนต์ดีเซล 2.3T ให้กำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่วนในรุ่นเครื่องเบนซินจะมีขนาดความจุ 2.0T ให้กำลัง 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ทั้งสองรุ่นจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

ขณะที่รุ่น PHEV จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ 1.5T เกับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวที่ติดตั้งด้านหน้า ให้กำลังรวมสูงสุด 320 kW / 429 แรงม้า แรงบิดรวม 800 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ DHT 4 สปีด มีโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้ง Hybrid, Pure Electric, Performance และ Snow โดยตัวรถจะวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางไกลสุด 135 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC) มาพร้อมพละกำลังในการลากจูงสูงสุดถึง 3,500 กก. และยังสามารถลุยน้ำลึกได้ถึง 700 มม.

ส่วนระบบช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบ 5-Link มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ (Intelligent AWD) ที่ควบคุมการกระจายแรงบิดหน้า-หลังโดยอัตโนมัติ





สำหรับ Nissan Frontier Pro ที่เปิดวางจำหน่ายในจีนในรุ่นเครื่องยนต์สันดาปจะมีเฉดสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีน้ำตาล Lava Brown, สีดำ Obsidian Black, สีขาว Pearl white, สีเทาดำ Stardust และสีเหลือง Yellow Dawn





ส่วนในรุ่น PHEV ก็มีให้เลือก 5 สีเช่นกันได้แก่ สีเทา Cangyan Gray, สีเหลือง Dawn Yellow, สีดำ Obsidian Black, สีขาว Pearl White และสีเทาดำ Stardust
