หลังจากที่ทางค่าย BMW ได้เปิดตัว BMW iX3 50 xDrive ใหม่ออกมาทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ไม่รอช้าได้เผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง All-new Mercedes-Benz GLC with EQ Technology ออกมารับมือในทันท่วงที โดยชูจุดเด่นเป็นรถเอสยุวีไฟฟ้าที่มากับระบบเทคโนโลยี EQ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัย ที่มากับกระจังหน้าทรงใหม่ และหน้าจอภายในห้่องโดยสารที่ใหญ่ถึง 39.1 นิ้ว ในด้านพละกำไลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 490 แรงม้า จับคู่กับแบตเตอรี่ขนาด 94 kWh ชาร์จไฟวิ่งไกล 713 กม. โดยมีกำหนดจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่จะถึงนี้

สำหรับ Mercedes-Benz GLC EV จะมีสัดส่วน และรูปทรงที่คล้ายกับ GLC รุ่นปัจจุบันที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) แต่มาพร้อมกระจังหน้า และหลังใหม่หมดจดตามแบบฉบับของแบรนด์ Mercedes



มากับกระจังหน้าเรืองแสง Illuminated Iconic Grille Polycarbonate Backlight ที่ประกอบไปด้วยไฟ 942 ดวง ที่สามารถส่องสว่างในรูปแบบเคลื่อนไหวได้ ขนาบข้างด้วยชุดไฟหน้า Full-LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และสามารถเลือกออปชันเป็นไฟหน้า DIGITAL LIGHT ที่ถูกตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ดาวสามแฉก

ในส่วนเส้นสายด้านข้างออกแบบให้มีมีความเรียบหรู พร้อมกับดีไซน์ให้สอดรับกับระบบแอร์โร่ไดนามิค มือเปิดประตูมาในแบบซ่อนที่ราบไปกับตัวบอดี้ เสริมความแกร่งตามแบบฉบับรถเอสยูวีด้วยโป่งซุ้มล้อ มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว เติมความหรูหราด้วยการตกแต่งขอบกระจกบานข้างด้วยเส้นโครเมียม มาพร้อมราวแล็คหลังคาสีบรอนซ์เงิน



ส่วนที่ด้านหลังติดตั้งแถวไฟท้าย LED ที่วางพากเต็มพื้นที่ โดยด้านในจะมากับไฟเบรกทรงกลมฝั่งละ 2 ดวง โดยมีตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกอยู่ด้านใน พร้อมติดตราโลโก้ของทางแบรนด์สีเงินไว้ตรงกลาง อีกทั้งในส่วนกันชนท้ายตกแต่งด้วยคิ้วโครเมียม มาพร้อมดิวฟิวเซอร์หลังในตัว โดยทางผู้ผลิตเผยว่าเอสยูวีไฟฟ้าตัวใหม่นี้จะมีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอยู่ที่ 0.26 cd


ในด้านขนาดมิติตัวรถของ GLC EV จะมีความยาว 4,845 มม. กว้าง 1,913 มม. สูง 1,644 มม. และมีระยะฐานล้อยาว 2,972 มม.


ภายในห้องโดยสารตกแต่งภายใต้แนวคิด Sensual Purity ที่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่หรูหรา โดยจะมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Deep Black, สีเบจ Ivory Beige และ สีน้ำตาล Tagua Brown


ในส่วนแผงแดชบอร์ดจะโดดเด่นด้วยหน้าจอ MBUX HYPERSCREEN แบบชิ้นเดียวขนาดใหญ่ 39.1 นิ้ว (หรือ 99.3 เซนติเมตร) ซึ่งเป็นหน้าจอที่ใหญ่ที่สุดในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เท่าที่เคยมีมา รองรับระบบปฎิบัติการ MB.OS Superbrain ที่มี AI ช่วยประมวลผล จาก Microsoft และ Google มาพร้อมระบบบ MB Virtual Assistand ระบบผู้ช่วยส่วนตัว Multi Agent Approach


ในด้านชุดอุปกรณ์ภายในจะได้รับ ระบบเสียง Burmester 3D Sound System, ระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร Active Ambient Lighting, หลังคากระจก Starry SKY CONTROL Panoramic Roof พร้อมไฟ Ambient Light มาพร้อมดาวเรืองแสง 162 ดวง Illuminates Stars บนหลังคากระจก, ระบบช่วยผ่อนคลายภายในห้องโดยสาร ENERGIZING COMFORT Programme




ด้านเบาะที่นั่งจะรองรับได้ 5 ที่นั่ง ภายในจะถูกหุ้มด้วยวัสดุหนัง Nappa Leather / Leather grain Softtorino เบาะนั่งด้านหลังปรับพับแยกอิสระแบบ 40 : 20 : 40 มาพร้อมพื้นที่ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มีความจุ 570 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังลงจะขยายพื้นที่ได้มากถึง 1,740 ลิตร นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ที่เก็บของด้านหน้า (Frunk) ที่มีขนาดความจุอยู่ที่ 128 ลิตร


ในด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่จะมากับ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง MB.DRIVE ที่ใช้กล้องภายนอกถึง 10 ตัว, เซ็นเซอร์เรดาร์ 5 ตัว และเซ็นเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว รวมทั้งยังมากับ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ MB.DRIVE Parking Assist 360, ถุงลมนิรภัยตรงกลาง Center Airbag, ระบบช่วยเปลี่ยนเลน Lane Change Assist Plus



ส่วนระบบขับเคลื่อนที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ หลักของ GLC EV จะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยจะได้รับการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้กำลังรงวม 489 แรงม้า ให้อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ในเวลา 4.3 วินาที ความเร็วสูงสุดจะอยู่ที่ 210 กม./ชม. มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ 800V ที่มีขนาดความจุ 94 kWh ชาร์จไฟเต็มให้ระยะทางวิ่งไกลสุด 713 กม. (มาตรฐาน WLTP)

รองรับชาร์จไฟฟ้าแบบ AC รองรับสูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จไฟกระแสตรง DC สูงสุด 330 kW ที่ชาร์ไฟเพียง 10 นาที ให้ระยะทางวิ่งได้ 303 กม. (มาตรฐาน WLTP) รวมทั้งยังมาพร้อมกับระบบจ่ายกระแสไฟให้อุปกรณ์ภายนอกทั้งแบบ V2L / V2H / V2G


ด้านระบบช่วงล่างจะมากับระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension) และระบบเลี้ยวล้อหลัง (Rear-axle Steering) ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ รวมทั้งยังมากับระบบเบรกแบบใหม่ One-Box


GLC EV จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานใน Kecskemét ประเทศฮังการี และที่ในประเทศจีน ส่วนการเปิดวางจำหน่ายนั้นจะะมีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่จะถึงนี้
