Lynk & Co แบรนด์รถยนต์อยู่ในเครือของทาง Geely และ Volvo ประกาศเปิดราคาจำหน่าย Lynk & Co 10 EM-P รถเก๋งซีดานปลั๊กอินไฮบริดใหม่ ในตลาดประเทศจีน โดยมีให้เลือก 4 รุ่นย่อย 120 AWD Ultra, 240 AWD Ultra และ 240 AWD Ultra Sport พร้อมด้วย 120 AWD Halo รุ่นใหม่ โดยมีราคาจำหน่ายไว้ระหว่าง 163,800 – 201,800 หยวน (ประมาณ 7.3 – 8.99 แสนบาท) โดยซีดานหรูตัวใหม่นี้มากับขุมพลัง PHEV ที่ให้กำลังแรงถึง 523 แรงม้า มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ G-Pilot H7 พร้อม 700 TOPS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ในด้านงานออกแบบดีไซน์นั้นจะถอกแบบมาจาก Lynk & Co Z10 ที่เป็นเวอร์ชันไฟฟ้า 100% มาพร้อมภาาาการออกแบบที่เรียกว่า The Next Day ด้านหน้ามากับกระจังหน้าแบบปิดทำให้ดูโฉบเฉี่ยว และเรียบง่าย มาพร้อมชุดไฟ DRL แบบแนวตั้งคู่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ โดยแถบไฟด้านนอกจะลากยาวเลาะขอบฝากระโปรงหน้าไปจนเกือบจะถึงเสา A


ส่วนชุดไฟส่องสว่างจะอยู่ในแถบไฟ LED ที่วางพาดเต็มพื้ที่ส่วนหน้า บริเวณกันชนด้านล่างดีไซน์ให้มีช่องอากาศขนาดเล็กในแต่ละด้านตกแต่งด้วยแผงสีดำ ทำให้มีสไตล์ดุดัน ด้านล่างมีช่องดักอากาศทรงสี่เหลี่ยมแบนที่ใช้งานได้จริง ช่วยเพิ่มความรู้สึกสปอร์ตโดยรวม


ด้านข้างออกแบบให้มีความเรียบหรูดูแพง มือเปิดประตูเป็นแบบซ่อนที่ราบไปกับตัวรถ หลังคารถเป็นแบบซีดานแบบฟาสต์แบ็ค มาพร้อมล้ออัลลอยมาในสไตล์ AERO Wheel แบบ 5 ก้านสีทูโทนขนาด 19 และ 21 น้ว (ขึ้นอยู่แต่ละรุ่นย่อย)


ด้านท้ายมากับสปอยเลอร์หลังแบบแอคทีฟ ที่ปรับขึ้นลงด้วยไฟฟ้า ชุดไฟท้าย LED ดอทเมทริกซ์ ที่วางพาดเต็มด้านท้ายตามแบบฉบับรถยนต์สมัยใหม่ เพิ่มความดุดันด้วยแผงสีดำบริเวณกันชนด้านล่าง

โดยทางผู้ผลิตเผยว่า Lynk & Co 10 EM-P ซีดานปลั๊กอินไฮบริด จะถูกออกแบบให้ตรงตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่งผลทำให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอยู่ที่ 0.219 Cd

ในด้านขนาดมิติตัวรถจะมีความยาว 5,050 มม. กว้าง 1,966 มม. สุง 1,487 มม. และมีระยะพร้อมฐานล้อ 3,005 มม.




ห้องโดยสารจะมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีส้ม Chixia Orange, สีขาว Sunlight Rice, สีดำ Moon Shadow Black และสีดำ-ทอง Glod Black ออกแบบให้เน้นความกว้างขวาง โดยมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารทั้งหมด 4.8 ตารางเมตร โดยมีระยะ Head Room ในแถวหน้าที่มากถึง 1,014 มม. ส่วน Head Room ที่แถวหลังจะมีระยะอยู่ที่ 951 มม.



ในส่วนของแผงแดชบอร์ดจะมีเพียง หน้าจอกลางแบบสัมผัสที่วางลอยตัวมีขนาด 15.4 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 8295 และ Flyme Auto OS Lynk & Co 10 EM-P พร้อมรองรับการเชื่อมต่อทั้งที่หลากหลายรูปแบบ ทั้ง ICCOA1.6, HiCar และ CarPlay มาพร้อมแผงหน้าปัดดิจิตอลแบบบาง ขนาด 12.66 นิ้ว ที่วางอยู่ด้านหลังพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสองก้าน โดยมีคันเกียรืแบบก้านอยู่ที่คอพวงมาลัย นอกจากนั้นยังมากับจอแสดงผลบนกระจกหน้า (HUD) ขนาด 25.6 นิ้ว

คอนโซลกลางสไตล์มินิมอล จะมีเพียงแท่นชาร์จสมาร์ตโฟนแบบไร้สาย 2 ช่อง เท่านั้น โดยให้กำลังไฟในการชาร์จ 50W




ในด้านเบาะที่นั่งจะรองรับได้ 5 ที่นั่ง แต่ก็มีรุ่นแบบ 4 ที่นั่ง เป็นอีกตัวเลือก โดยเบาะนั่งแถวที่สองทั้งซ้าย และขวา มาพร้อมระบบทำความร้อน ระบบระบายอากาศ และฟังก์ชันนวด แอีกทั้งเบาะหลังยังปรับเอนได้ตั้งแต่ 117° ถึง 124° นอกจากนั้นยังติตดั้งโต๊ะพับได้ที่ด้านหลังเบาะหน้าฝั่งขวา โดยสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด 15 กิโลกรัม

ด้านชุดอุปกรณ์ภายในจะได้รับชุดไฟ Ambient Light 256 สี, ชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพง Harman Kardon จำนวน 23 ตัว ที่ให้กำลังขับ 1,600W, ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ มาพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง อีกทั้งยังมีตู้เย็นขนาด 5.7 ลิตร ที่อยู่ระหว่างเบาะคู่หน้า รองรับอุณหภูมิ -6℃ – 10℃ สำหรับทำความเย็น และ 35℃ – 50℃ สำหรับทำความร้อน




ด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือกการขับขี่ จะได้รับติดตั้ง LiDAR เพื่อรองรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง G-Pilot H7 ที่พัฒนาโดย Zeekr และขับเคลื่อนด้วยชิป Nvidia Drive Thor มาพร้อมเซ็นเซอร์อื่นๆ อีก 28 ตัว เช่น กล้องความละเอียดสูง และเรดาร์คลื่นมิลลิเมตร โดยระบบนี้จะขับเคลื่อนด้วย Nvidia Drive Thor พลังประมวลผลสูงสุดอยู่ที่ 700 TOPS (ล้านล้านการดำเนินการต่อวินาที) ซึ่งสามารถรองรับระบบช่วยจอดรถ, ระบบนำทางบนทางหลวง และในเมืองที่ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ และระบบนำทางแบบ door-to-door โดยไม่ต้องใช้แผนที่ความละเอียดสูง


Lynk & Co 10 EM-P จะถูกสร้างขึ้นสถาปัตยกรรม CMA Evo มากับขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ที่เป็นการทำงานเครื่องยนต์ 1.5T Evo ที่ให้กำลัง 120 kW / 161 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว โดยมอเตอร์ไฟฟ้าคุ่หน้าให้กำลัง 180 kW 241 แรงม้า ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ล้อหลังให้กำลัง 90 kW / 121 แรงม้า ให้กำลังรวมทั้งระบบที่ 390 kW / 523 แรงม้า ให้แรงบิดที่มากถึง 755 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ DHT 3 สปีด มีโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ PHEV, BEV, Performance และ Snow


โดย Lynk & Co 10 EM-P รุ่น 240 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Super Hybrid Energee ความจุ 38.2 kWh ให้ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน 240 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC) ให้ระยะทางวิ่งครอบคลุมไกลถึง 1,400 กม.

ส่วนรุ่น 120 จะมากัะบแบตเตอรี่ความจุ 18.4kWh วิ่งในหมดไฟฟ้าล้วนให้ระยะทางไกล 120 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC) และให้ระยะวิ่งครอบคลุมไกลสุด 1,300 กม.

พร้อมรองรับการชาร์จไฟ DC ที่ให้กำลังไฟจาก 10 – 60% ในเวลาเพียง 13 นาที มาพร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 4.2 ลิตรต่อ 100 กม. ด้วยถังน้ำมันขนาด 60 ลิตร

ด้านระบบช่วงล่างจะมากับระบบกันสะเทือนแบบปีกนกคู่ที่เพลาหน้า และระบบกันสะเทือนอิสระแบบห้าลิงก์ที่เพลาหลัง นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการหน่วงต่อเนื่อง (CDC) 10 EM-P ใช้สถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ CMA Evo ตัวถังใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงพร้อมเสาหน้าซึ่งให้ความต้านทานแรงดึง 2,000 MPa






Lynk & Co 10 EM-P จะมีเฉดสีตัวถังให้เลือก 6 สี สีทอง Gilded Gold, สีเบจ Tianyunmi, สีม่วง Violet Purple, สีขาว Dawn White, สีเทา Fluid Gray และสีดำ Polar Night Black
