ในตลอดเดือนตุลาคม 2567 นี้ทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ อัดโปรฯ ใหญ่เอาใจสายลุย และสายชิค ในแคมเปญ The GREAT DEAL ลดแรง แซงทุกทุกดีล ด้วยการปรับลดราคาจำหน่ายของทั้ง ORA 07 ที่ปรับลดราคาจำหน่ายลงถึง 180,000 บาท รวมทั้งอย่างรถสายลุย ทรงหรูอย่างรถในตระกูล TANK ทั้ง GWM TANK 300 HEV ที่ปรับลดราคาอย่างโหดสูงถึง 300,000 บาท และพี่ใหญ่อย่างทาง TANK 500 HEV ที่ถูกปรับลดราคามากถึง 200,000 บาท ในทุกรุ่นย่อย

ราคาจำหน่าย GWM TANK 500 HEV ราคาอย่างเป็นทางการ (ระยะเวลาตั้งแต่ 1 ตุลาคม- 31 ตุลาคม 2567)
- TANK 500 Hybrid 4WD PRO ราคา 2,049,000 บาท ปรับลดลง 200,000 บาท เหลือ 1,849,000 บาท
- TANK 500 Hybrid 4WD ULTRA ราคา 2,269,000 บาท ปรับลดลง 200,000 บาท เหลือ 2,069,000 บาท
นอกจากนี้ยังได้รับประกันคุณภาพตัวรถ และ โปรโมชั่น ดังนี้
- การรับประกันคุณภาพตัวรถ Warranty นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
- ฟรี แพ็คเกจบำรุงรักษานาน 5 ปี หรือ 100,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด นาน 8 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง

สำหรับ GWM TANK 500 HEV เป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์สุดหรู ถูกนำเข้ามาโชว์ตัวครั้งแรกในไทยเมื่อครั้งในงาน Motor Expo 2564 ก่อนที่จะมาถูกประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตลาดเมืองไทยเมื่อ กันยายน ปี 2566 ที่ผ่านมา

ในด้านดีไซน์ถูกออกแบบให้เป็นเอกลักษณ์ตาม DNA ของ TANK ที่เน้นความบึกบึน แกร่ง แต่ยังเปี่ยมไปด้วยความเรียบหรู สง่างาม โดยถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มออฟโรดอัจฉริยะ TANK ของทาง GWM



ตัวรถถูกออกแบบภายใต้ปรัชญาของ “ความหรูหราที่แข็งแกร่ง” กระจังหน้าขนาดใหญ่ผสานช่องระบายอากาศแนวนอนและโลโก้ TANK ที่ลงตัวรับเส้นสายที่นูนขึ้นของฝากระโปรง ขนาบข้างด้วยชุดไฟหน้า Intelligent LED มาพร้อมกับระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และไฟ Follow me home พร้อมไฟ DRL และไฟตัดหมอก ที่เป็นแบบ LED ทั้งระบบ

ด้านข้างตัวรถมาพร้อมกับลายเส้นที่เรียบง่าย แต่สะท้อนถึงพลังที่ดูแข็งแกร่ง เติมความหรูหราอลังการด้วยล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/50 R20

ดีไซน์ด้านหลัง ออกแบบภายใต้แนวคิดออฟโรด ด้วยประตูท้ายแบบ horizontal พร้อมระบบดูดไฟฟ้า ที่ช่วยผ่อนแรงและอำนวยความสะดวกสบายในการปิดประตูท้าย ยางอะไหล่ติดตั้งบนประตูท้าย พร้อมกล้องมองหลังที่ซ่อนอยู่บนฝาครอบยางอะไหล่ได้อย่างลงตัว


ชุดไฟท้าย Vertical LED ดีไซน์โดดเด่นในแนวตั้ง มาพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 และไฟตัดหมอกแบบ LED ขณะที่ในส่วนหลังคาซันรูฟมาในแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่ เปิด – ปิดด้วยระบบไฟฟ้า มาพร้อมราวหลังคาเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน เสาอากาศแบบ shark fin และสปอยเลอร์ท้าย ซึ่งช่วยในเรื่องแอร์โรไดนามิค

เพิ่มความสะดวกสบายเมื่อขึ้นลงภายในรถด้วยบันไดข้างไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชัน เปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อเปิด-ปิดประตู

ในด้านมิติขนาดตัวรถจะมีความกว้าง 1,934 มม., ยาว 5,078 มม., สูง 1,905 มม. และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,850 มม.

ด้านภายในห้องโดยสารออกแบบภายในสไตล์ Luxury ที่ให้ความรู้สึกหรูหรา กว้างขวาง สะดวกสบาย คอนโซลหน้าสีทูโทน เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง NAPPA

เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าฝั่งผู้ขับ ปรับได้ 8 ทิศทาง พร้อมระบบ Memory Seat และระบบ Welcome Seat ส่วนฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 6 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับตำแหน่งเบาะผู้โดยสารด้านหน้าจากด้านคนขับ มาพร้อมระบบเบาะนวดไฟฟ้า, ระบบดันหลังปรับด้วยไฟฟ้า, ระบบระบายอากาศ

เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 2 พร้อมหน้าจอควบคุมระบบระบายอากาศและเบาะระบายอากาศ อีกระดับของความสบายด้วยที่พักแขนตอนกลาง ม่านบังแดด และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 3 พร้อมพนักพิงปรับไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกด้วยตำแหน่งปรับพนักพิงบริเวณข้างประตูผู้โดยสารแถวที่ 2 และประตูท้าย

ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีขนาดใหญ่ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 2 สามารถแยกพับเบาะได้แบบ 60:40 และเบาะนั่งแถวที่ 3 สามารถพับเรียบ ช่วยเพิ่มพื้นที่และความสะดวกในการจัดเก็บสัมภาระ


แผงแดชบอรฺ์ดจะได้รับการติดตั้งหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว มาพร้อมหน้าจอ HUD ที่สะท้อนไปยังกระจกบังลงหน้า อีกทั้งยังมาพร้อมกับหน้าจอกลางอัจฉริยะแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว รองรับทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, MP3, Bluetooth, ระบบนำทาง และแสดงข้อมูลการขับขี่ต่าง ๆ

พวงมาลัยมังติฟังก์ชันปรับได้ 4 ทิศทาง มาพร้อม Paddle Shift เสริมความหรูหราด้วยไฟ Ambient light และนาฬิกาแบบคลาสสิกที่อยู่ระหว่างช่องปแอร์ด้านหน้า

คอนโซลกลางออกแบบให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มาพร้อมฟังก์ชันควบคุมการขับขี่แบบออฟโรด และเกียร์แบบ Electronic Shifter ดีไซน์หรู สีเดียวกับแผงคอนโซล



ด้านชุดอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารที่จะได้รับ เครื่องเสียงพร้อมลำโพง Infinity 12 ตำแหน่ง มากับระบบแอมพลิฟายเออร์อิสระ และระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ, ระบบเปิด-ปิดล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้และออกห่างจากรถ, กุญแจ Smart Key, ปุ่ม Push Start, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 และแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เป็นต้น
ในด้านพละกำลังจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 350 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 616 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์แบบ DHT มาพร้อมโหมดการขับขี่สูงสุดถึง 11 รูปแบบ

ระบบช่วงล่างกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ ดับเบิล ครอส อาร์ม และระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ ให้การขับขี่ที่ยึดเกาะถนนและนั่งสบายเพื่อตอบสนองการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง เพื่อความต้องการของทุกคนในครอบครัว


มาพร้อมระบบล็อกเฟืองขับด้านหน้าและด้านหลัง (Electric Differential Lock for front and rear axles) ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดของยานพาหนะเมื่อเผชิญกับทางลาดชัน โคลน ทะเลทราย ทำงานร่วมกันกับกลไกล็อกของกล่องถ่ายโอนทั้งล้อหน้าและล้อหลัง สร้างระบบขับเคลื่อนออฟโรดแบบ 3 Locks เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ออฟโรดที่ดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังได้รับการติดตั้งระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn)

ในด้านระบบคตวามปลอดภัย และระบบช่วยเหลือกการขับขี่ของ GWM TANK 500 HEV จะมากับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ , ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรง และ ทางแยก,ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า,ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ, ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง


ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ในภาวะฉุกเฉิน, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา, ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการถูกชนด้านหลัง, ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง, ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง, ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 และ กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา



GWM TANK 500 HEV จะมีเฉดสีตัวรถให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว Hamilton White, สีดำ Sun Gold Black, สีเทา Ayers Gray, สีเทามุก Crystal Grey (เฉพาะรุ่น ULTRA) ส่วนสีภายในห้องโดยสารจะมีให้เลือกคือสีดำ และแบบทูโทนสีน้ำเงิน-เบจ (เฉพาะรุ่น ULTRA)
