หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่เปิดตัวในไทยช่วงปลายเดือนมีนาคม และปัจจุบันมียอดส่งมอบสะสมทะลุ 6,000 คันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเพื่อเป็นการขอบคุณแฟน ๆ ชาวไทยกับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ล่าสุดทาง GWM จัดเซอร์ไพรส์พิเศษในงาน Motor Expo 2025

ด้วยการเปิดตัว NEW GWM TANK 300 DIESEL Desert Storm Limited Edition รุ่นพิเศษ ที่มีเพียง 300 คันเท่านั้น มาพร้อมการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น เปิดราคาไว้ที่ 1,349,000 บาท โดยมีราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติที่ 70,000 บาท

สำหรับ NEW GWM TANK 300 DIESEL Desert Storm Limited Edition จะได้รับการตกแต่งเสริมหล่อ เพิ่มความเท่ห์ จากรุ่นมาตรฐาน เริ่มจากเฉดสีตัวถังภายนอกจะมากับโทนสี Sand Beige สุดโดดเด่น

ปรับเปลี่ยนตัวโลโก้ที่กระจังหน้าจากที่่เป็นโลโก้ TANK เปลี่ยนมาเป็นตัวอักษร T A N K ขนาดใหญ่ที่เป็นสีเดียวกันกับตัวรถ เสริมลุคตามแบบฉบับรถออฟโรดสายลุยด้วยสกู๊ปตกแต่งฝากระโปรงหน้า มาพร้อมคิ้วกันกระแทกสี่ดำที่ประตูด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง





อีกทั้งยังได้รับฝาครอบล้ออะไหล่ และฝาครอบไฟท้ายดีไซน์เฉพาะ รวมถึงชุดสเกิร์ตกันชนหน้า–หลังที่ช่วยเพิ่มบุคลิกดุดันและสะท้อน DNA



ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นยังคงเดิมไม่มีการปรับเปลี่ยนแต่อย่างใดแผงชบอร์ดจะมากับหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่วางอยู่ด้านหลัง พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง และสวิตช์ควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ รวมทั้งยังมากับพร้อม Paddle shift พร้อมทั้งยังได้รับหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto



ด้านคอนโซลกลางติตดั้งชุดเกียร์ไฟฟ้าแบบ Electronic Shifter และระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมมา Auto Brake Hold รวมทั้งยังมีแป้มปรับเปลี่ยนโหมดกาารขับขี่ที่วางอยู่ด้านข้าง นอกจากนั้นยังมากับกุญแจ Smart Key และระบบ Push start system

เบาะนั่งตกแต่งด้วยวัสดุสุดพรีเมียม ด้วยวัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์ สามารถปรับเบาะคนขับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ตัวเบาะจะหุ้มด้วยหนัง Nappa และหนังสังเคราะห์ะ เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ถึง 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง ระบบ welcome seat ควบคู่ไปกับระบบระบายอากาศ พร้อมดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทางและระบบนวดไฟฟ้า
นอกจากความสะดวกสบายที่ผู้ขับขี่ได้รับแล้ว ยังมอบความสะดวกสบายให้ทุกที่นั่งไม่แพ้กัน ด้วยระบบปรับพนักพิง และพนักพิงเบาะพับได้แบบ 60:40 ที่มาพร้อมกับที่พักแขนตอนกลาง พร้อมที่วางแก้ว

ส่วนชุดอุปกรณ์ภายในจะได้รับ ชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง พร้อมทั้งได้รับซับวูฟเฟอร์ Online Music และ Online Radio อีกทั้งยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้านหน้าแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมกับระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย, ระบบนำทาง, ระบบสั่งการด้วยเสียง, ระบบตรวจจับ PM 2.5 Ionizer และที่กรองอากาศชนิด N95 พร้อมช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และช่องต่อ USB สำหรับกล้องบันทึกภาพ พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง (12V) และช่องจ่ายไฟสำรอง (220V)

ด้านขุมพลังขับเคลื่อนยังคงมากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ให้กำลังสูงสุด 135 kW / 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 480 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่อง 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเร็คอินเจคชั่นแบบคอมมอนเรลแรงดันสูง 2,000 บาร์ กระบอกสูบที่ให้ความจุมาถึง 2,370 ซีซี และถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ถึง 78 ลิตร มาพร้อมท่อร่วมไอดีแบบคู่ที่ฝาสูบ Exhaust Gas Recirculation (EGR) และระบบปั้มน้ํามันเครื่องแบบแปรผัน
ส่งผลทำมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขี้น ช่วยลดการปล่อย์ไอเสีย NOx และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอัตราการบริโภคจะอยู่ที่ 14 กม./ลิตร (ตามมาตรฐานการทดสอบ Eco sticker ในประเทศไทย) โดยทาง GWM (Thailand) นั้นรับประกันคุณภาพจองเครื่องยนต์ที่ยาวนาน โดยครอบคลุมมากขึ้นถึง 1 ล้าน กม. (หรือ 8 ปี)
ส่วนระบบช่วงล่างจะมากับระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Double wishbone และระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์
มีพร้อมโหมดการขับขี่ 9 โหมด ได้แก่ โหมดขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) และโหมดการขับขี่แบบออฟโรด ได้แก่ โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบอัตราทดเกียร์ต่ำ (4L) / โหมดพื้นหิมะ / โหมดพื้นหิน / โหมดพื้นทราย / โหมดภูเขา / โหมดพื้นหลุมบ่อ และโหมดผู้เชี่ยวชาญ
พร้อมทั้งยังได้รับระบบแสดงภาพ 540 องศา (ระบบกล้องรอบคัน 360 องศา และระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ ), ระบบ Intelligent Start-Stop และโหมดช่วยผ่อนแรงพวงมาลัยมาอีก 3 โหมด ได้แก่ โหมดเบา, โหมดสบาย และโหมดสปอร์ต
ส่วนระบบเบรกทั้งด้านหน้า และหลัง จะเป็นแบบดิสก์เบรก ที่มีครีบระบายความร้อนสี่ล้อ นอกจากนั้นในยังมาพร้อมระบบล็อกเฟืองขับด้านหลังแบบไฟฟ้า พร้อมระบบ TANK TURN และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบ Off-road ช่วยให้ทุกการผจญภัยเต็มอิ่มไปด้วยความสนุกสนาน

ในด้านระบบความปลอดภัยยังคงจัดเต็มกับนวัตกรรมความปลอดภัยขั้นสูง มาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะจำนวน 25 รายการ ทั้งที่เป็น Active Safety และ Passive Safety อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ, ถุุงลมนิรภัยจำนวน 6 จุดล ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนหรือออกนอกเลน, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน, การแจ้งเตือนการขับรถเร็วเกินกำหนด, ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2, ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก, ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง, จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX และระบบล็อกป้องกันเด็ก เป็นต้น

สำหรับ GWM TANK 300 DIESEL Desert Storm Limited Edition ถูกออกแบบมาเพื่อนักสะสมสายออฟโรด โดยเฉพาะ โดยในรุ่นพิเศษนี้จะผลิตขึ้นมาในจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น โดยทาง GWM (Thailand) เปิดราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,349,000 บาท ซึ่งจะมีราคาสูงกว่ารุ่นปกติที่ 70,000 บาท
โดยผู้สนใจสามารถชม และสัมผัส NEW GWM TANK 300 DIESEL Desert Storm Limited Edition ได้ ณ บูธ GWM A05 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 ธันวาคม 2568
