Fang Cheng Bao แบรนด์รถหรูสายลุยที่อยู่ภายใต้สังกัดชายคาของทาง BYD เปิดตัววางจำหน่าย Fang Cheng Bao Bao 8 หรือเรียกสั้น ๆ ว่า (Bao 8) เอสยูวีทรงออฟโรดขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดในตลาดเมืองจีน มีให้เลือกทั้งแบบ 6 และ 7 ที่นั่ง แบ่งเป็น 4 รุ่นย่อยดังนี้
- FCB Bao 8 Luxury 7 ที่นั่ง ราคา 379,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.83 ล้านบาท
- FCB Bao 8 Luxury 6 ที่นั่ง ราคา 387,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.87 ล้านบาท
- FCB Bao 8 Flagship 7 ที่นั่ง ราคา 399,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.93 ล้านบาท
- FCB Bao 8 Flagship 6 ที่นั่ง ราคา 407,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.97 ล้านบาท

สำหรับ BYD Leopard 8 (Bao 8) จะเป็นรถเอสยูวีขนาดใหญ่รุ่นใหม่ ที่ต่อมาจาก BYD Leopard 5 หรือในตลาดเมืองจีนจะใช้ชื่อว่า Fang Cheng Bao 5 ที่ถูกเปิดตัวาวางเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา

ในด้านงานดีไซน์ยังคงมาในรูปแบบเอสยูวีออฟโรดสายลุยทรงหรู ที่จะออกมาจับกลุ่มผู้ที่ชอบใช้งานในรุปแบบ Off road โดยความแตกต่างของ Leopard 8 และ Leopard 5 จะอยู่ที่ขนาดตัวรถซึ่ง BYD Leopard 8 จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า โดยจะมากับเบาะที่นั่งแบบ 3 แถว 6-7 ที่นั่ง ต่างจาก Fang Cheng Bao 5 ที่เป็นแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง

ด้านขนาดมิติตัวรถของ Fang Cheng Bao Bao 8 จะมีความยาวอยู๋ที่ 5,195 มม. กว้าง 1,994 มม. สูง 1,875 มม. (เมื่อรวมแร็คหลังคาแล้วจะมีความสูงถึง 1905 มม.) และความยาวฐานล้อ 2,920 มม.

มาพร้อมความสูงจากพื้นที่มากถึง 310 มม. โดยมีมุมเข้าและออกอยู่ที่ 34 และ 35 องศา ตามลำดับ รวมทั้งยังสามารถลุยน้ำลึกได้ถึง 900 มม.

สำหรับในด้านงานออกแบบดีไซน์ทางบีวายดีเผยว่า ใช้แนวคิดแบบ Future Starship Aesthetics หรือ “สุนทรียศาสตร์ยานอวกาศแห่งอนาคต” ตัวรถจะมาในสไตล์แบบฮาร์ดคอร์ดุดัน แต่จะแฝงความรู้สึกที่ดูภูมิฐานในตัว

ด้านหน้าจะมากับกระจังหน้าสีดำทรงหกเหลี่ยม มาพร้อมชุดไฟหน้า LED ที่ออกแบบให้มีความเรียวยาวมากกว่า ส่วนตัวกันชนหน้าจะมีขนาดใหญ่สีดำทั้งชิ้น


เส้นสายด้านข้างตัวรถยังคงมากับเหลี่ยมมุมที่ดูดุดัน ซุ้มล้อสีดำทรงเหลี่ยม ชุดล้ออัลลอยทูโทนที่ออกแบบให้มีลวดลายที่ลดรงต้านอากาศ ที่มีขนาด 20 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 275/55R20 พร้อมออกแบบให้มีความร่วมสมัยด้วยมือเปิดประตูแบบราบเรียบไปกับตัวรถ ส่วนด้านท้ายติดตั้งล้ออะไหล่พร้อมฝาครอบล้อ มาพร้อมกันชนท้ายดีไซน์โหดขนาดใหญ่



ด้านภายในห้องโดยสารจะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเหลือง Wild Wheat Yellow และ สีดำ Dark Night Black เบาะที่นั่งจะเป็นแบบ 3 แถว มีให้เลือกทั้งรุ่น 6 ที่นั่ง (2+2+2) และ 7 ที่นั่ง (2+3+2) โดยจะมีระยะห่างจากพื้นที่ของแต่ละแถวอยู่ที่ 1,000 มม.

โดยเบาะแถวที่ 2 จะมีพื้นที่ Leg Room ที่ยาวถึง 870 มม. และแถวที่ 3 จะมีพื้นที่วางขาหรือ Leg Room 800 มม. โดยตัวเบาะที่นั่งทั้งหมดจะปรับด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ยังจะมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มีความจุมากถึง 1,130 ลิตร เมื่อปรับพับเบาะแถว 3 ลง

ด้านแผงแดชบอร์ดจะได้รับการติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 3 จอด้วยกัน โดยแบ่งเป็นแผงหน้าปัด LCD ขนาด 12.3 นิ้ว ที่วางอยู่ด้านหลังพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง 4 ก้านขนาดใหญ่แบบท้ายตัด มาพร้อมหน้าจอควบคุมกลางขนาด 17.3 นิ้ว และหน้าจอมัลติมีเดียสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 12.3 นิ้ว ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป BYD9000 รวมทั้งยังมาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ DiLink150 ของ BYD นอกจากนี้ยังได้รับจอ AR-HUD ขนาด 50 นิ้ว ที่สะท้อนข้อมูลไปยังกระจกบังลมหน้า

สวนแผงคอนโซลกลางจะถูกออกแบบให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยจะเต็มไปด้วยปุ่มควบคุมจำนวนมาก ที่รายล้อมคันเกียร์ขนาดใหญ่ นอกจากนั้นยังจะได้รับแท่นชาร์จสมาร์ตโฟนแบบไร้สายที่มีมาให้ 2 ช่อง และยังได้รับกุญแจรถ NFC, ชุดไฟ Ambient Lghting รอบคัน, ระบบน้ำหอม รวมถึงระบบเครื่องเสียงของทาง Devialet ลำโพงที่มากถึง 18 ตำแหน่ง และมีช่องเก็บอุณหภูมิร้อน-เย็น ความเย็นอยู่ที่ด้านล่างของที่เท้าแขนตรงกลาง

อีกทั้งยังถือเป็นรถยนต์คันแรกของบีวายดี ที่สามารถเชื่อมต่อขั้นสูงกับโทรศัพท์มือถือ Huawei ดังนั้น SUV ที่แข็งแกร่งคันนี้จึงรองรับโซลูชันกุญแจรถยนต์โทรศัพท์มือถือ Huawei UWB ผู้ใช้ยังสามารถถ่ายโอนแอปที่ใช้บ่อยจากโทรศัพท์ Huawei ไปยังระบบอินโฟเทนเมนต์ของ Bao 8 ได้อีกด้วย
ขณะที่ด้านหลังจะได้รับการติดตั้งหน้าจอควบคุมปรับอากาศแบบแยกส่วนที่เป็นระบบสัมผัส และหน้าจอควบคุมระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่วางอยู่ด้านหลังของคอนโซลกลาง

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้อง LiDAR ถึง 3 ตัวที่อยู่บนหลังคาด้านหน้ารวมทั้ง กล้องที่ติดตั้งอยู่หลังซุ้มล้อหน้าทั้ง 2 ฝั่ง ในด้านความปลอดภัยจะมากับถุงลมนิรภัย 14 ใบ และยังรองรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADS 3.0 ที่สามารถจอดรถเองและนำทางบนทางหลวงได้

FCB Bao 8 จะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Super Hybrid 2.0T Dual Mode Off-road (DMO) ของ BYD ที่ถูกพัฒนามาเพื่อแรงรับการลุยแบบ Off-road อย่างเต็มพิกัด โดยจะได้รับการติดตั้งระบบควบคุมตัวถังไฮดรอลิกอัจฉริยะ DiSus-P

ในด้านพละกำลังขับเคลื่อนจะมากับเครื่องยนต์ 2.0T ให้กำลัง 268 แรงม้า มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมทั้งระบบที่ 550 kW (737 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 760 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. อยู่ที่ 4.8 วินาที มาพร้อมความเร็วสูงุสดที่ 180 กม./ชม. โดยตัวรถจะมีพละกำลังในการลากจูงสูงถึง 2.5 ตัน

โดยจะมีโหมดการขับขี่ 15 โหมด ได้แก่ โหมด Comfort, Economy, Sports, Smart, Snow, Sand, Mud, Mountain, Rock, Wading, Racing, Creeping, Anti-Skid Chain, U-turn Style Bao และขับขี่ด้วยรถพ่วง นอกจากนี้ยังมีระบบล็อกเฟืองท้ายตรงกลาง เพลาหน้า และเพลาหลังอีกด้วย

มาพร้อมชุดแบตเตอรี่ LFP Blade ขนาด 36.864 kWh โดยจะวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางไกลสุด 100 กม. และวิ่งครอบคลุมระยะทางไกล 1,200 กม. (WLTC) เมื่อน้ำมันเต็มถัง และแบตเตอรีชาร์จไฟเต็มรองรับการชาร์จไฟ DC ขนาด 120 kW ที่จะให้กำลังไฟจาก 30% เป็น 80% ในเวลาเพียง 16 นาที

พร้อมทั้งยังมากับระบบ V2L ที่จะปล่อยกระแสไฟไปยังชุดอุปกรร์ภานนอกได้ โดยจะคายประจุอยู่ที่ 6 kW อีกทั้งยังทาง BYD ยังเคลมไว้ว่า Bao 8 จะมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 8.5 ลิตร/100 กม.

โดยทาง บีวายดี เผยว่านอกจากจะมีวางจำหน่ายในประเทศจีนแล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เนื่องจาก BYD ตั้งเป้าที่จะจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ FCB ภายใต้แบรนด์ Denza ในยุโรป ส่วนในประเทศไทยนั้นต้องรอลุ้นกันว่าจะเข้ามาเมื่อไหร่เท่านั้น
