Buick ในจีน ที่เป็นแบรนด์ร่วมทุนระหว่าง SAIC และ GM เปิดตัว Electra Encasa มินิแวนขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดใหม่ ในตลาดประเทศจีน โดยมินิแวน 7 ที่นั่งรุ่นใหม่นี้มาพร้อมคำนิยามใหม่ที่เรียกว่า “Villa-Class Flagship MPV” หรือรถครอบครัวระดับ “วิลล่าเคลื่อนที่” ที่ยกระดับความหรูหราเทียบชั้นกับรถซีดานเรือธงอย่าง BMW 7-Series

สำหรับ Buick Electra Encasa ที่เปิดวางจำหน่ายในจีน จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Premium Edition ที่มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 439,900 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.98 ล้านบาท และรุ่น Luxury Edition ราคา 469,900 หยวน โดยจะเทียบเป็นค่าเงินในบ้านเราจะอยู่ที่ราว ๆ 2.11 ล้านบาท

ในด้านงานออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวระดับหรูอย่าง Gulfstream ที่เน้นเส้นสายพริ้วไหวลื่นไหล และตรงตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง จนได้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านลมเพียง 0.258 ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับรถในกลุ่มมินิแวนตัวถังใหญ่

ด้านหน้ามากับกระจังหน้าแบบปิด ชุดไฟหน้าแบบแยกส่วน ด้านบนเป็นไฟ DRL LRD ที่มาในทรงเรียวยาว โดยมีแถบโครเมียมเชื่อมต่อไฟหน้าทั้ง 2 ฝั่ง มาพร้อมไฟหน้า Adaptive Crystal LED ดีไซน์คมชัดทันสมัย ขณะที่ชายด้านล่างของส่วนหน้ารถจะเป็นส่วนรับลม มาพร้อมช่องดักอากาศแบบแอคทีฟ

ตัวถังด้านข้างราบเรียบมือจับประตูแบบซ่อน มาพร้อมประตูสไลด์ไฟฟ้าพร้อมระบบ Gesture Control เปิด–ปิดได้ด้วยท่าทาง อีกทั้งออกแบบตัวรถให้มาในรูปแบบทูโทน โดยตั้งแต่เสา A ไปจนภึงเสา D และหลังคาจะมาในเฉดสีดำทั้งหมด ส่วนชุดล้อจะมีขนาด 18 หรือ 19 นิ้ว (ขึ้นอยู่แต่ละรุ่นย่อย)

ส่วนที่ด้านท้ายของตัวรถนั้นรถนั้นดีไซนืค่อนข้างเรียบง่าย ติดตั้งไฟท้ายแบบ “Feather Flowing Flame” ที่วางพาดยาวเต็มพื้นที่ ด้านในประกอบด้วยหลอด LED ที่มากถึง 257 ดวง โดยมีชื่อแบรนด์ Buick อยุ่ตรงกลาง เสริมความสะดวกสบายด้วย ประตูท้ายไฟฟ้า ที่มาพร้อมระบบ Kick Sensor

ในด้านขนาดมิติตัวรถจะมีความยาว 5,260 มม.กว้าง 2,000 มม. (2,023 มม.) สูง 1,835 มม. (1,820 มม.) และมีระยะฐานล้อที่ยาว 3,160 มม. ส่งผลทำให้จะมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง และโปร่งกว้าง


นอกจากนั้นยังยังมีความสุงจากพื้นที่ 335 มม. รวมทั้งยังออกแบบให้มีพื้นบันไดที่มีความกว้างถึง 225 มม. และติดตั้งราวมือจับที่เสา B ด้านใน โดยมีความยาวมากถึง 532 มม. เพื่อให้สะดวกต่อการขั้น-ลงรถ


งานดีไซน์ภายในของ Buick Electra Encasa จะมากับความหรูหรา และดุสุดล้ำ โดยจัดว่าเป็นหนึ่งใน MPV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเยอะที่สุดในตลาดตอนนี้ โดยทาง Buick วางคอนเซ็ปต์ภายในของ Electra Encasa ให้เป็นเสมือน “Digital Luxury Living Room” หรือห้องนั่งเล่นดิจิทัลสุดหรู



ในส่วนของแผงแดชบอร์ดหน้าจมากับ หน้าจอมาตรวัดขนาด 10.25 นิ้ว ที่เชื่อมต่อกับหน้าจอควบคุมกลางขนาด 16.3 นิ้ว และหน้าจอผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 16.3 นิ้ว ให้เป็นจอเดียวกัน โดยวางตั้งอยู่ด้านหลังพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape แบบสามก้าน นอกจากนี้ยังมี AI Voice Assistant ที่สามารถจดจำตำแหน่งเสียงได้ 4 โซนในห้องโดยสาร รองรับคำสั่งเสียงมากกว่า 700 คำสั่ง ช่วยให้ควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ในรถได้อย่างเป็นธรรมชาติ


นอกจากนั้นยังมาพร้อมหน้าจอ Head-Up Display แบบ AR ขนาดใหญ่ถึง 50 นิ้ว รวมถึงผุ้โดยสานตอนหลังยังสามารถเพลิดเพลินกับจอบันเทิง 4K ขนาด 21 นิ้ว และคอนโทรลเลอร์ไร้สายขนาด 5.5 นิ้วที่ติดตั้ังอยู่ที่เบาะแถวที่ 2 ที่สามารถถอดออกได้

ส่วนตัวเบาะที่นั่งจะเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ตัวเบาะทุกที่นั่งจะหุ้มด้วยหนังแท้ Nappa เบาะคู่หน้ามาพร้อมระบบระบายอากาศ พร้อมระบบปรับอุณหภูมิ และฟังก์ชันนวด



เบาะนั่งแถวที่ 2 เป็นเบาะแบบกัปตันซีท Zero-Gravity ที่ปรับด้วยไฟฟ้า มาพร้อมที่พักขาไฟฟ้า รวมทั้งยังมากับระบบปรับอุณหภูมิ, ระบบระบายอากาศ และระบบนวด 10 จุด พร้อมโหมดการทำงาน 8 โหมด รวมทั้งยังปรับเอนได้อัตโนมัติตามตำแหน่งแถวแรกและแถวสาม และสามารถเชื่อมต่อกับเบาะผู้โดยสารด้านหน้าเพื่อสร้างประสบการณ์การเอนแบบ ‘Chaise Longue’ ได้” มาพร้อมโต๊ะพับได้ที่ติตดั้งอยู่ด้านหลังเบาะคู่หน้า






ด้านชุดอุปกรณ์ภายในของ Buick Electra Encasa พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมระบบทำความร้อน, ชุดไฟ Ambient Light รอบห้องโดยสาร, ระบบเครื่องเสียงพรีเมียม Bose 16 ลำโพง, ที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายสำหรับแถวแรกและแถวที่สอง, หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิก ปิดท้ายด้วยการปุพรมที่ทำจากขนแกะออสเตรเลีย เพิ่มสัมผัสความหรูหรา



นอกจากนั้นทาง Buick ยังมีชุดอุปกรณืเสริมที่เป็นแท่นยึดอุปกรณ์ในห้องโดยสาร เช่น แจกัน,ที่วางแก้ว ที่วางมือถือ ฯลฯ


ด้านระบบช่วยเหลือการขับขี่มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง “Xiaoyao Intelligent Drive” รุ่นใหม่ของทาง Buick โดยจะได้รับการติตตั้ง LiDAR มาพร้อมเรดาร์คลื่นมิลลิเมตร3 ตัว, เรดาร์อัลตราโซนิก 12ตัว และกล้องความละเอียดสูง 11 ตัว ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม R6 flywheel ขนาดใหญ่ของ Momenta ช่วยให้สามารถช่วยเหลือการขับขี่ในเมืองด้วยระบบ NOA (ระบบนำทางอัตโนมัติ) มาพร้อมระบบมองรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมฟังก์ชันจอดรถอัตโนมัติแบบกดครั้งเดียวได้แม้ในขณะขับขี่



ในด้านขุมพลังขับเคลื่อนมาพร้อมระบบไฮบริดปลั๊กอิน ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร ที่ให้กำลัง 132 kW / 177 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวมมากถึง 620 แรงม้า แรงบิด 775 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที จับคู่กับชุดแบตเตอรี่ขนาดความจุ 40.9 kWh วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกล 224 กม.และมีระยะทางรวมสูงสุด 1,320 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC) มาพร้อมระบบชาร์จไฟแบบ DC ที่ให้กำลังไฟจาก 30% – 80% ในเวลา 20 นาที
