in , , ,

แก้เกมด่วน! BYD Denza N9 และ N8L อัปเกรดแบตเตอรี่ใหม่ 75.3 kWh วิ่งไฟฟ้าล้วนไกลขึ้น 40%

BYD ปรับทัพเอสยูวีหรูปลั๊กอินไฮบริด สู้ศึกแบรนด์คู่แข่งด้วยการยัดแบตเตอรี่ Blade Gen 2 ขนาดใหญ่จุใจ วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลทะลุ 315 กม.

แผนสำรองเพื่อกู้ยอดขาย ตลาดเอสยูวีหรูขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในจีนนั้นดุเดือดมาก และดูเหมือนว่า BYD จะต้องรีบแก้เกมอย่างรวดเร็ว แม้เรือธงอย่าง Denza N9 และรุ่นรองอย่าง Denza N8L จะมีสเปกที่น่าประทับใจ แต่ยอดขายกลับยังไม่เข้าเป้า โดยในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2026 ทั้งสองรุ่นทำยอดขายรวมกันได้เพียง 4,472 คัน ซึ่งตามหลังคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Zeekr 9X ที่กวาดยอดขายไปถึง 11,481 คัน

เมื่อคู่แข่งในตลาดต่างพากันใส่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ลงในรถ PHEV ทาง BYD จึงต้องงัดแผนอัปเกรด Denza N9 และ N8L ใหม่ ด้วยการขยายความจุแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน หวังดึงดูดกลุ่มลูกค้าพรีเมียมกลับมา

แบตใหญ่ขึ้น 75.3 kWh วิ่งไกลขึ้น 40% จากข้อมูลการจดทะเบียนของกระทรวงอุตสาหกรรมจีน (MIIT) ระบุว่ารถทั้งสองรุ่นจะถอดแบตเตอรี่ความจุ 47 kWh เดิมออก และแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ LFP ขนาดมหึมา 75.264 kWh จาก FinDreams ซึ่งคาดว่าจะเป็น Blade Battery เจเนอเรชันที่ 2

การอัปเกรดครั้งนี้ทำให้ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า (EV Mode) เพิ่มขึ้นถึง 40% โดยรุ่น N9 สามารถวิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกลสุด 315 กม. ส่วนรุ่น N8L วิ่งได้ 320 กม. แต่ข้อเสียเปรียบเดียวของการใช้แบตเตอรี่ลูกใหญ่ขนาดนี้คือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แบตเตอรี่ชุดใหม่มีน้ำหนักถึง 550 กก. ทำให้ N9 มีน้ำหนักตัวรถพุ่งไปถึง 3,280 กก. และ N8L หนัก 3,120 กก.

ขุมพลังมอเตอร์ 3 ตัวสุดดุดัน แม้น้ำหนักตัวรถจะเพิ่มขึ้น แต่มั่นใจได้ว่าสมรรถนะยังคงดุดัน รุ่นท็อป Denza N9 ใช้ระบบไฮบริดที่ผสานเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร (204 แรงม้า) เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว รีดพละกำลังรวมได้มหาศาลถึง 912 แรงม้า (680 kW)

ส่วนรุ่น N8L ที่มีขนาดตัวถังย่อมลงมาเล็กน้อย ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรตัวเดียวกัน แต่ปรับจูนมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัวให้ผลิตกำลังรวมที่ 750 แรงม้า (560 kW) การอัปเกรดแบตเตอรี่ครั้งนี้ถือเป็นไฟลต์บังคับที่ช่วยให้แบรนด์ Denza สามารถยืนหยัดต่อสู้กับคู่แข่งที่เน้นแบตเตอรี่ความจุสูงอย่าง Leapmotor D19 และ Li Auto L9 ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ