สิ้นสุดการรอคอย RIDDARA (ริดดาร่า) แบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้าในเครือ GEELY Holding Group เปิดตัวประกาศราคาจำหน่าย RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% อย่างเป็นทางการในไทย

โดยมีให้เลือกทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวที่วางอยู่คู่ล้อหลัง และมอเตอร์ไฟ้าคู่ขับเคลื่อน 4WD แบบอัตโนมัติ ที่สามารถปรับคา่ได้เอองตามสภาพถนนและการบรรทุก โดยจะแบ่งออกเป็น 4 รุ่นย่อยดังนี้

- RIDDARA RD6 2WD 63 kWH ราคา 899,000 บาท
- RIDDARA RD6 2WD 73.9 kWH ราคา 999,000 บาท
- RIDDARA RD6 4WD 73.9 kWH ราคา 1,149,000 บาท
- RIDDARA RD6 4WD 86 kWH ราคา 1,299,000 บาท

มาพร้อมข้อเสนอพิเศษดังนี้ มีผลตั้้งแต่ 29 ต.ค. 67- 31 ธ.ค. 67
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 150,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่ นาน 8 ปี หรือ 200,000 กม.
- ฟรี ค่าอะไหล่ และค่าบำรุงรักษา 6 ครั้ง
- ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 6 ปี ตลอด 24 ชั่วโมง
- ฟรี Home Charger พร้อมติดตั้ง
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 ปีแรก
- ฟรี แพ็คเกจอินเทอร์เน๊ตภายในรถ 2GB ปีแรก
- ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน


สำหรับในด้านงานออกแบบจะมาพร้อมกับการดีไซน์ที่ทันสมัย กระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมเรียวยาวโดยถ้าเป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ จะเป็นแบบโครเมียมสีดำ

ส่วนในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จะเป็นแบบ LED ที่มาพร้อมชื่อแบรนด์ RIDDARA อยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยชุดไฟส่องสว่าง LED ขนาดใหญ่ มาพร้อมไฟ DRL LED ที่อยู่ในโคมเดียวกัน

ส่วนกันชนหน้าจะมีขนาดใหญ่ออกแบบให้มีความดุดัน มาพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ พร้อมตกแต่งด้วยเส้นสายโครเมียม อีกทั้งยังได้รับการติตดั้งการ์ดกันแทกสีเงินที่ใต้ห้องเครื่อง



ขณะที่ด้านข้างตัวรถนั้นถูกออกแบบให้เน้นความเรียบง่ายมีเพียงขอบซุ้มล้อที่ถูกตีโป่งให้มีขนาดใหญ่ พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุชิ้นงานสีดำ โดยในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมาพร้อมกับบันไดข้าง และราวแล็คหลังคาที่เป็นอลูมิเนียม


ในส่วนของล้ออัลลอยในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อจะได้รับล้อขนาด 17 นิ้ว รัดด้ยยาง 235/65 R17 ส่วนในรุ่น AWD จะเป็นล้อขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมยางขนาด 235/60 R18



ด้านชุดไฟท้ายจะมาเป็นแบบ LED ที่พาดยาวเต็มฝากระบะท้าย พร้อมกับที่ฝาท้ายตีตราโลโก้ ชื่อรุ่น RIDDARA ไว้อีกด้วย

ตัวรถของ RIDDARA RD6 จะมาในรูปแบบ Dual-Cab ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Multiplex Attached Platform (M.A.P) ซึ่งเป็นเพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับกระบะพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยพื้นฐานของแพลตฟอร์ม Sustainable Experience Architecture (SEA) อันล้ำสมัยของจิลี่ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวกันกับที่ใช้บนตัวของ ZEEKR, SMART และ LOTUS



ในด้านมิติขนาดตัวรถมีขนาดความยาว 5,260 มม., กว้าง 1,900 มม., สูง 1,880 มม. และมีระยะฐานล้อ 3,120 มม. มาพร้อมระยะห่างจากพื้น 225 มม.





ขณะที่กระบะท้ายดีไซน์ที่ค่อนข้างเล็ก และดูสั้น มาพร้อมที่เต้าไฟสำหรับเสียบชาร์จ ในหลากหลายแบบ เพื่อสำหรับจ่ายกระแสไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ โดยตัวกระบะท้ายมีความกว้าง 1,450 มม. ยาว 1,525 มม. และ สูง 540 มม. มาพร้อมชุดไฟส่องสว่างที่ตัวกระบะท้าย และมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า Frunk ความจุ 70 ลิตร

ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ จะรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 775 กก. และมีความสามารถในการลางจูงสูงสุด 2,500 กก. พร้อมขับลุยน้ำลึกได้ 500 มม.

ขณะที่ในรุ่น 4WD จะรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 865 กก. ความสามารถในการลางจูงสูงสุด 3,000 กก. และสามารถขับลุยน้ำลึกได้ 815 มม.

ภายในห้องโดยสารของ เน้นความเรียบหรู มาในโทนสีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุที่เป็นโครเมียม ทั่วห้องโดยสาร แผงแดชบอร์ดจะมากับหน้าจออินโฟรเมนต์แบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ที่วางแบบลอยตัว รองรับการสั่งงงานด้วยเสียง พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Apple carplay มาพร้อมระบบ Carbit link


ส่วนหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่เป็นแบบ LCD ขนาด 10.25 นิ้ว ที่วางอยู่ด้านหลังพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังสีดำ นอกจากนั้นยังรองรับการควบคมุระยะไกลผ่านนแอปพลิเคชัน

คอนโซลกลางดีไซน์ให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ คันเกียร์ออกแบบให้สั้นจับกระชับมือ มาพร้อมปุ่มปรับโหดการขับขี่ที่เป็นแบบมือหนุม แทน่ชารจ์สมาร์ตโฟนแบบไร้สายที่ให้กำลังการชาร์จไฟ 50W ขณะที่กระจกหน้าต่างไฟฟ้า 4 บาน แบบ One-touch พร้อมระบบป้องกันการหนีบ Anti-Pinch และหลังคาพาโนรามาซันรูฟที่มีพื้นที่ใหญ่ถึง 51 นิ้ว



ด้านเบาะที่นั่งจะหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์จะมีทั้งสีน้ำตาล และสีดำ เบาะที่นั่งฝั่งผู้ขับปรับได้ 6 ทิศทาง ส่วนฝั่งผู้โดยสารก็ปรับได้ 6 ทิศทาง (เฉพาะในรุ่น 3 รุ่นบน) มาพร้อมระบบระบายอากาศเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เบาะด้านหลังปรับพับได้แบบ 60:40




ด้านชุดอุปรณ์ภายในจะได้รับ กญุแจ Smart Key มาพร้อมระบบ Keyless Entry, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone, ระบบปรับอากาศสําหรับผู็โดยสารตอนหลัง

ในด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่จะมีให้เฉพาะ 3 รุ่นบน อาทิ ระบบช่วยควบคุม ความเร็วอัจฉริยะ, ระบบควบคมุความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ, ระบบเตือนการชนด้านหน้า, ระบบช่วยควสบคุมตัวรถให้อยู่ในเลน, ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน, ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน, ระบบเตื่อนมุมอับสายตา เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับกล้องมองหลังขณะถอย, กล้องมองภาพรอบคัน 540 องศา พร้อมแสดงภาพใต้ท้องรถ, เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Hold

ในด้านพละกำลังขับเคลื่อนจะมีให้เลือกทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวที่อยู่คู่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 185 กม.ชม. มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ Economy/Comfort/Sport

จับคู่กับแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate ที่มี 2 ขนาด คือ 63 / 73 kWh ชาร์จไฟวิ่งได้ระยะทาง 373 / 416 กม. ตามลำดับ รองรับการชาร์จ DC ขนาด 90kW -110kW ที่ให้กำลังไฟ 30-80% ในเวลา 32 นาที พร้อมรองรับการชาร์จไฟแบบ AC ขนาด 6.6kW ชาร์จไฟเต็มในเวลา 7.8 ชม. และ 9.3 ชม.

ขณะที่ในรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่จะมีกำลัง 315 แรงม้า แรงบิด 595 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 190 กม.ชม. มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 7 โหมด ได้แก่ Sand/Mud/Off-road/Wading/Economy/Comfort/Sport

ด้านชุดแบตเตอรี่มีให้เลือกทั้งแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate ขนาด 73 kWh ชาร์จวิ่งไกล 424 กม. รองรับการชาร์จไฟ DC ขนาด 110kW ที่ให้กำลังไฟ 30-80% ในเวลา 30 นาที รองรับการชาร์จไฟแบบ AC ขนาด 6.6kW ชาร์จไฟเต็มในเวลา 9.3 ชม.

และแบตเตอรี่ Tenary Lithium ขนาด 86 kWh ชาร์จไฟวิ่งไกล 455 กม. รองรับชาร์จไฟแบบ DC ขนาด 100kW ให้กำลังไฟ 30-80% ในเวลา 32 นาที รองรับการชาร์จไฟแบบ AC ขนาด 6.6kW ชาร์จไฟเต็มในเวลา 11 ชม.

สำหรับระบบช่วงล่างในทุกรุ่นย่อยด้า่นหน้าจะเป็นแบบ MacPherson Strut ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Multi-link





RIDDARA RD6 ที่เปิดวางจำหน่ายในไทยจะมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีฟ้า, สีขาว, สีเขียว, สีดำ และ สีน้ำเงิน
