จากที่ก่อนหน้านี้ทาง AVATR แบรนด์รถที่อยู่ในสังกัดของ Changan ได้เผยโฉมจริงของ AVATR 07 รถเอสยูวีตัวใหม่ของทางค่ายที่ในงาน Chengdu Auto Show

ล่าสุดทาง AVATR ได้เปิดตัวประกาศราคาจำหน่าย AVATR 07 ออกมาแล้วโดยจะมีให้เลือกมากถึง 6 รุ่นย่อยแบ่งเป้นทั้งในรูปแบบ BEV ไฟฟ้า 100% และ EREV เคาะราคาจำหน่ายไว้ระหว่าง 219,900 – 289,900 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 1.01 – 1.34 ล้านบาท
![]()

สำหรับ AVATR 07 ยังคงยึดตามปรัชญาการออกแบบที่เรียกว่า Future Elegance เหมือนกับรุ่นพี่อย่าง AVATR 11 และ AVATR 12 โดดเด่นด้วยหน้าจออินเทอร์แอคทีฟ HALO ซึ่งเป็นจอ LED ที่อยู่ระหว่างใต้กระจกบังลมหน้า และเหนือขึ้นไปของฝากระโปรงหน้า โดยด้านในขจะมีหลอดไฟมากถึง 10,500 ดวง

ขณะที่ด้านหน้าตัวรถจะมากับชุดไฟ DRL LED แบบ 2 ชั้น โดยล่างจะมาในรูปทรงตัว C ขนาดใหญ๋ มีชุดไฟส่องสว่างอยูาด้านใน โดยมีตราแบรนด์ AVATR ติดคั้นไว้ไว้ตรงกลาง
![]()
ส่วนด้านล่างจะเป็นช่องดักอากาศทรงหกเหลี่ยมสีดำ โดยในรุ่น EV จะมาในแบบแอคทีฟที่สามารถเปิด- ปิดได้ด้วยไฟฟ้าเพื่อให้ตัวรถที่หลักอากาศพลศาสตรต์ที่ดีมากยิ่งขิ้น


ด้านเส้นสายด้านข้างนั้นจะเหมือนกัน AVATR 11 ที่เรียบหรู มือเปิดประตูมาในแบบราบเรียบไปกับตัวรถ มาพร้อมชุดอัลลอยขนาด 20- 21 นิ้ว ที่ออกแบบลวดลายแบบ AERO WHEEL ที่ช่วยลดแรงต้านอากาศ พร้อมตกแต่งขอบชายล่างตัวรถด้วยเฉดสีดำ ส่วนกระจกมองข้างมาจะมีทั้งแบบในรุ่นที่เป็นกล้อง และกระจกมองข้างแบบธรรมดา


ขณะที่ด้านท้ายออกแบบให้มีความลาดเทนิด ๆ สไตล์รถคูเป้ ชุดไฟท้ายจะมาแบบเดียวกับ AVATR 12 เป็นแถบไฟ LED ที่เป็นเส้นเรียวยาวแยก ซ้าย-ขวา ด้านบนหลังคาส่วนท้ายมากับสปอยเลอร์หลังคา พร้อมชุดไฟเบรกดวงที่ 3 ที่เป็นเส้นอยู่ด้านล่าง โดยมีกล้องติดตั้งอยู่ตรงกลาง ขณะที่ตัวกระจกบานหลังของ AVATR 07 จะมาในรูปแบบปกติ ซึ่งจะแตกต่างจาก อวาทาร์ 12 ที่ไม่มีกระจกบานหลัง


ในด้านขนาดมิติตัวรถของ AVATR 07 จะเป็นเอสยูวีขนาด B- Segment โดยจะวางตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นคู่แข่งของ Model Y โดยมีขนาดความยาว 4,825 มม. กว้าง 1,980 มม.สูง 1,620 มม. และระยะฐานล้อ 2,940 มม.

โดยภายชุดภายในห้องโดยสารมาพร้อมภาษากานออกแบบบบที่เรียกว่า ”เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ที่มาพร้อมกับความหรูหรา ทันสมัย ดูพรีเมียมในทุกมุมมอง

แผงแดชบอร์ดจะได้รับการติตดตั้ง หน้าจอถึง 4 จอด้วยกัน ได้แก่หน้าจอไวด์สกรีนแบบพาโนรามาที่มาความยาวมากถึง 35.4 นิ้ว ความคมชัดระดับ 4K มาพร้อมหน้าจอควบคุมกลางขนาด 15.6 นิ้ว ที่วางแบบลอยตัวอยุ่ด้านหน้า มาพร้อมระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 4.0 ของ Huawei

นอกจากนี้ยังมีหน้าจอที่สะท้อนภาพจากกล้องมองข้างแบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาด 6.7 นิ้ว 2 จอ วางขนาบอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง

ด้านพวงมาลัยจะเป้นแบบมัลติฟังก์ทรงแบบหัวตัดท้ายตัด พร้อมตกแต่งภายในด้วยวัสดุสีทองตามส่วนต่าง ๆ ทั้งที่บนพวงมาลัย และคอนโซลกลาง

ด้านคอนโซลกลางออกแบบให้เป็นแบบลอยตัวตกแต่งด้วยวัสดุลสายไม้ โดยจะมีเพียงแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายที่มีให้ 2 ช่อง มาพร้อมพื้นที่สำหรับวางกุญแจ, ช่องวางแก้วน้ำแบบคู่ และช่องเก็บของที่สามารถเปิดได้จากทั้งสองด้าน


ในส่วนเบาะที่นั่งจะเป็นแบบ 5 ที่นั่ง (2+3) หุ้มด้วยหนัง Nappa สีมุก ซึ่งผลิตโดยใช้สารฟอกหนังจากพืช ตัวเบาะคู่หน้ามาในแบบ Zero Gravity ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความสบายสูงสุดในยามเดินทาง สามารถปรับปรับเอนได้ราบเรียบ มาพร้อมกับฟังก์ชันการระบายอากาศ และฟังก์ชันนวด

ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังถึงแม้จะรองรับได้ 3 ตำแหน่ง แต่งานออกแบบจะดูเปhนแบบ 2 ที่นั่งมากกว่า ตรงกลางตัวเบาะปรับโยกให้กลายเป็นที่วางเท้าแขนขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบควบคุมแบบหน้าจอสัมผัสสำหรับปรับมุมพนักพิงและฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น การทำความร้อน การระบายอากาศ และการนวด พร้อมด้วยม่านบังแดดไฟฟ้า

นอกจากนั้นยังบุผนังหลังคาด้านในด้วยหนัง Alcantara มาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาที่ออกแบบให้เกือบเต็มความกว้างของตัวหลังคา


ด้านชุดอุปกรณ์ภายในยังได้รับชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 25 ตำแหน่ง, ม่านบังแดดไฟฟ้า, แม่นชารืจสมาร์โฟนแบบไร้สายที่มีมาให้ 2 ตำแหน่ง

อีกทั้งยังออกให้มีช่องเก็บขอลกระจาบยตามจุดต่าง ๆ ห้องโดยสาร รวมทั้งมีช่องเก็บของด้านหน้าเมื่อเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นโดยมีความจุอยู่ที่ 90 ลิตร ขณะพื้นที่เก็บของด้านท้ายจะมีความจุ 500 ลิตร ต่อเมื่อพับเบาะหลังคงจะเพิ่มพื้นที่ได้มากถึง 1,325 ลิตร รวมทั้งยังมีช่องเก็บของที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังช่วยให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นอีก 60 ลิตร

นอกจากนั้นระบบช่วงล่างยังออกแบบให้เป็นแบบ Taihang ควบคุมอัจฉริยะ ด้านหน้าจะเป็นแบบปีกนกคู่ที่ผลิตขึ้นจากอะลูมิเนียม ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบมัลติลิงค์พร้อมซับเฟรมฟูลเฟรมอะลูมิเนียมหล่อ มาพร้อมระบบกันสะเทือนอิสระปีกนกคู่ สปริงลมอัจฉริยะที่มีโหมดปรับได้ 4 โหมด และระบบลดแรงสั่นสะเทือนแบบไดนามิก CDC ที่ปรับได้ 100 ครั้งต่อวินาที


ด้านระบบคามวปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ จะได้รับการติดตั้งระบบ Huawei Qiankun ADS 3.0, LiDAR และกล้องรอบคัน โดยจะมากับระบบช่วยจอดรถรุ่นใหม่, ระบบนำทางในเมืองที่ได้รับการอัปเกรด และระบบหลีกเลี่ยงการชนแบบใหม่

สำหรับในด้านพละกำลังขับเคลื่อนจะมีจำหน่ายทั้งในรุ่น BEV ไฟฟ้า 100% และ EREV ไฟฟ้าแบบขยายช่วง โดยมีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ

โดยในรูปแบบ BEV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ในรุ่นมอเอตร์ไฟฟ้าตัวเดียวจะวางอยู่ที่คู่ล้อหลังให้กำลัง 252 kW (338 แรงม้า) ส่วนในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อจะเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าที่คู่ล้อให้กำลัง 188 kW (225 แรงม้า) ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที มาพร้อมสถาปัตยกรรม 800V ในด้านชุดแบตเตอรี่จะเป็นแบบ LFP จาก CATL ที่ชาร์จไฟเต็มจะวิ่งได้ระยะทางไกล 650 กม. ส่วนในรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่จะวิ่งได้ระยะทาง 610 กม. พร้อมทั้งเมื่อน้ำมันเต็มถัง+ แบตเตอรี่ชาร์จไฟเต็มวิ่งครอบคลุมระยะทางไกลถึง 1,100 กม.

ขณะที่ในรูปแบบ EREV ที่เป็นแบบไฟฟ้าแบบขยายช่วงแบบ Kunlun จะมากับเครื่องยนต์ 1.5T ให้กำลัง 154 แรงม้า โดยในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อจะติดตั้งมอเตอร์ไว้ที่คู่ล้อหลังให้กำลัง 231 kW (310 แรงม้า) สำหรับรุ่น 4WD จะเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 131 kW (176 แรงม้า) ไว้ที่เพลาคู่ล้อหน้า กำลังรวมสูงสุดอยู่ที่ 485 แรงม้า มาพร้อมชุดแบตเตอรี่ 39.05 kWh โดยในรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังจะวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 230 กม. (CLTC) ส่วนในรุ่นนมอเตอร์ไฟฟ้าคู่จะวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 220 กม. (CLTC)

AVATR 07 ที่เปิดวางจำหน่ายในจีนจะมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำ, สีขาวล สีเทา, สีเขียว และสีม่วง

ในด้านราคาจำหน่ายของในรุ่น EREV จะมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ Pro, Max และ Ultra โดยมีราคาจำหน่ายระหว่าง 219,900 – 279,900 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.01 – 1.29 ล้านบาท

ส่วนในรุ่น BEV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ก็จะมีให้เลือก 3 รุ่นเช่นกันได้แก่ Pro, Max และ Ultra เปิดราคาจำหน่ายไว้ระหว่าง 229,900 – 289,000 หยวน หรือราว ๆ 1.06 – 1.33 ล้านบาท

ในด้านการตลาดวางตำแหน่งให้ออกมาประชันโดยตรงกับทาง Model Y, BYD Song Plus และ Zeekr 7X ส่วนในบ้านเราตลาดเมืองไทยก็คาดว่าจะเป็นอีกรุ่นของทาง AVATR ที่ทางฉางอันประเทศ อาจจะนำเข้ามาจัดจำหน่ายต่อจาก AVATR 11 และ AVATR 12
