ในที่สุดทาง Denza แบรนด์รถระดับไฮเอนท์ของทาง BYD ก็ได้เปิดเปิดราคาวางจำหน่าย Denza Z9 GT สเตชั่นแวกอน อย่างเป็นทางการแล้ว โดยประเดิมที่แรกในประเทศจีนบ้านเกิด ก่อนที่จะขยับเข้าสู่ในยุโรปเร็ว ๆ นี้ ซึ่งคาดว่าถ้าช้าสุดจะเป็นในช่วงต้นปี 2025

สำหรับ Denza Z9 GT รถในรูปแบบสเตชั่นแวกอนระดับไฮเอนด์ตัวใหม่คันนี้ จะมีตัวเลือกระบบส่งกำลังทั้งแบบ PHEV และ BEV ที่เป็นไฟฟ้า 100% โดยจะเป็นรถรุ่น 4 ของทางแบรนด์ Denza ที่ต่อมาจาก Denza D9 MPV ที่เคยนำมาโชว์ตัวในไทยแล้วครั้งหนึุ่ง, Denza N7 ที่มาในรูปแบบครอสโอเวอร์ไฟฟ้า และ Denza N8 เอสยูวี PHEV

โดย Denza Z9 GT สเตชั่นแวกอนตัวใหม่นี้จะเข้ามาเป็นรถรุ่นเรือธงรุ่นใหม่ของทาง Denza ตัวรถจะถุูกพัฒนาร่วมกันระหว่างทาง BYD และ Mercedes-Benz



ในด้านงานดีไซน์ตัวรถจะถูกออกแบบโดย Wolfgang Egger ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานออกแบบของทาง Audi มาพร้อมภาษาการออกแบบที่เรียกว่า Solar Diadem จะเน้นความโฉบเฉี่ยว ดุดัน ตัวรถจะไม่มีกระจังหน้า มีเพียงเส้นสายที่พลิ้วไหวเน้นความเอนเอียงแบบสปอร์ตของรถ ที่พร้อมให้ตัวรถพุ่งทยานแหวกอากาศได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมชุดไฟหน้าทรงเรียวแหลมแบบ 2 ชั้น พร้อมติดตั้ง LiDAR ไว้ที่ใต้กรอบป้ายทะเบียน

โดยในส่วนของด้านหน้าตัวรถ Denza Z9 GT ของในรุ่น PHEV และ EV จะแตกต่างกันตรงช่องรับอากาศตรงกลางกันชนหน้า ที่ในรุ่น EV จะมีขนาดที่เล็กกว่าในรุ่น PHEV



ขณะที่ด้านข้างมากับเส้นสายที่อกแบบให้สอดรับกับระบบแอร์โรไดนามิค มือเปิดประตูเป็นแบบราบไปกับตัวรถ มาพร้อมล้ออัลลอยที่มีลวดลายแบบ Aero Wheel ที่ออแบบให้ลดแรงต้านอากาศ โดยมีขนาด 21 นิ้ว รัดด้วยยาวขนาด 255/40 ที่คุ๋หน้า ส่วนยางคู่หลังจะมีขนาด 275/40 มาพร้อมประตูแบบไร้กรอบ และหลังคาแบบพาโนรามา

ส่วนด้านท้ายติดตั้งสปอยเลอร์หลังคา มาพร้อมสปอยเลอร์ท้ายแบบแอฟทีฟที่ติดตั้งอยู่ที่ฝากระโปรงท้ายหลัง ที่สามารถยกขึ้นลงด้วยระบบไฟฟ้า

มาพร้อมชุดไฟท้ายเป็นแบบสองก้อนขนาดใหญ่ เสริมความโหดด้วยดิวฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ทั้งยังมีการตกแต่งด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์

ในด้านมิติตัวรถจะมีขนาดความยาวอยู่ที่ 5,180 มม. กว้าง 1,990 มม. และสูง 1,500 มม. และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 3,125 มม. ขณะที่ในรุ่น PHEV จะมีขนาดยาวกว่าในรุ่น BEV โดยมีความยาวอยู่ที่ 5,195 มม. เนื่องจากในส่วนของกันชนที่มีความดุดันกว่า




Denza Z9 GT จะมีเฉดสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเงิน, สีขาว, สีเทา และสีดำ



ขณะที่ภายในห้องโดยสารจะมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ สีขาว และสีดำตัดกับสีแดงเบอร์กันดี Dark Night + Prague Red และ สีเทาตัดกับสีม่วง Silver Purple Mist + Pearl Gray ตัวรถจะรองรับได้ 5 ที่นั่ง




ในส่วนแผงแดชบอร์ดจะติตดั้งหน้าจอมาให้ 3 จอ ได้แก่ แผงหน้าปัด LCD ที่วางอยู่หลังพวงมาลัยทรง 4 ก้าน ส่วนตรงกลางจะเป็นหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาดใหญ่ที่มาในแบบแขวนลอยตัวออกมาจากคอนโซลหน้า และหน้าจออินโฟนเทนเมนต์สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า



ด้านคอนโซลกลางมาพร้อมความหรูหรา ตามแบบฉบับของแบรนด์ Denza ด้วยหัวชุดเกียร์ที่ทำจากแก้วคริสตัล มาพร้อมที่วางแก้วน้ำ และแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายที่มีกำลังชาร์ตไฟถึง 50W โดยมีมาให้ถึง 2 ตำแหน่ง อีกทั้งยังได้รับชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพงของทาง Devialet ที่วางอยู่บนคอนโซลหน้า



นอกจากนี้ที่วางแขนทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เมื่อเปิดขึ้นจะเป็นช่องเก็บความร้อน – เย็น โดยสามารถปรับอุณหภูมิความร้อนไฟดถึง 35°C~50°C อีกทั้งยังปรับให้กลายเป็นตู้แช่ของ โดยทำความเย็นได้ระหว่าง -6°C~+6°C โดยตู้รักษาอุณหภูมิด้านหน้าจะมีความจุ 4 ลิตร ที่สามารถบรรจุน้ำอัดลมได้ 6 ขวด ส่วนตู้ด้านหลังมีความจุถึง 10 ลิตร โดยจะบรรจุขวดแชมเปญได้ 2 ขวด หรือไวน์ได้ถึง 4 ขวด

ด้านอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในห้องโดยสารของ Denza Z9 GT จะได้รัะบการติดตั้งกระจกแต่งหน้าทั้งแถวหน้าและแถวหลัง, หลังคาพาโนรามาขนาด 2.1 ตารางเมตร มาพร้อมม่านบังแดดแบบแบางส่วน และชุดไฟ Ambient Light ที่ปรับได้มากถึง 128 สี และระบบเครื่องเสียง Devialet




ในส่วนของเบาะที่นั่งฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าจะเป็นเบาะ Zero Gravity ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อให้ความสบายในระหว่างกลางเดินทาง อีกทั้งเบาะนั่งด้านหลังยังปรับด้วยไฟฟ้า มาพร้อมระบบระบายอากาศ / ระบบทำความร้อน และฟังก์ชั่นนวด 10 จุด นอกจากนี้ตัวเบาะด้านหลังยังปรับด้วยไฟฟ้า มาพร้อมจอ LCD ควบคุมอุณหภูมิอิสระสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง


นอกจากนี้ยังมีพื้นเก็บของด้านท้ายที่ความจุมากถึง 488 ลิตร มาพร้อมช่องเก็บขิงด้านหน้าเมื่อยกฝากระโปรงหน้สขึ้นโดยมีความจุอยู่ที่ 53 ลิตร (มีเฉพาะในรุ่น EV เท่านั้น)


สำหรับในด้านพละกำลังขับเคลื่อนของ Denza Z9 GT จะมีให้เลือกทั้งแบบไฟฟ้า 100% และ รุ่นปลั๊กอินไฮบริด โดยในรุ่น EV จะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม e-Platform 3.0 Evo ของ BYD โดยจะได้รับการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดย 1 ตัวจะวางอยู่ที่คู่ล้อหน้าให้กำลัง 230kW หรือ 308 แรงม้า ส่วนอีก 2 ตัวจะติดตั้งอยู่ที่คู่ล้อหลัง โดยแต่ละตัวให้กำลัง 240 kW หรือ 322 แรงม้า ซึ่งเมื่อรวมพละกำลังของซีดานไฟฟ้าตัวใหม่นี้จะมีพละกำลังที่มากถึง 230 kW หรือราว ๆ 952 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ในเวลา 3.4 วินาที มาพร้อมความเร็วสูงสุดที่ 240 กม./ชม. จับคู่กับแบตเตอรี่ขนาด 100.1 kWh ชาร์จไฟวิ่งได้ไกล 630 กม. (CLTC)


ส่วน Denza Z9 GT PHEV อยู่บนแพลตฟอร์ม e3 และใช้ระบบ DM รุ่นที่ 5 ที่จะประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จ 2 ลิตร 152 kW (203 แรงม้า) และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังรวม 640 kW (858 แรงม้า) เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.6 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ LFP 38.5 kWh วิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางไกล 201 กม. และเมื่อน้ำมันเต็มถัง พร้อมแบตเตอรี่ชาร์จไฟเต็มวิ่งครอบคลุมระยะทางไกล 1,100 กม.




นอกจากนี้ Denza Z9 GT ทั้ง 2 รูปแบบยังมาพร้อมกับเพลาล้อหลังที่สามารถหมุนได้

Denza Z9 GT PHEV จะมีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Pro, Max และ Ultra ขณะที่ในรุ่น EV จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย Pro และ Max

นอกจากนี้ในงานเปิดตัวก็มีรุ่นพิเศษ Limited First Edition (LFE) ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,010 คัน โดยจะมีให้ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Max และ Ultra ซึ่งในรุ่น Ultra จะมีความพิเศษที่จะติดตั้งกระจกมองข้างที่เป็นแบบกล้อง และจะได้รับกล้องมองรอบทิศทางมากถึง 16 ตัว


สำหรับราคาจำหน่ายของ Denza Z9 GT ในตลาดเมืองจีนจะมีดังนี้
- Denza Z9 GT PHEV Pro ราคา 334,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยุ๋ที่ราว ๆ 1.56 ล้านบาท
- Denza Z9 GT PHEV Max ราคา 364,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยุ๋ที่ราว ๆ 1.7 ล้านบาท
- Denza Z9 GT PHEV Ultra ราคา 414,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยุ๋ที่ราว ๆ 1.93 ล้านบาท
- Denza Z9 GT PHEV Max LFE ราคา 364,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยุ๋ที่ราว ๆ 1.703 ล้านบาท
- Denza Z9 GT PHEV Ultra LFE ราคา 414,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยุ๋ที่ราว ๆ 1.934 ล้านบาท
- Denza Z9 GT EV ราคา 354,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยุ๋ที่ราว ๆ 1.65 ล้านบาท
- Denza Z9 GT EV ราคา 384,800 หยวน คิดเป็นเงินไทยอยุ๋ที่ราว ๆ 1.79 ล้านบาท

Denza Z9 GT นอกจากจะมีวางจำหน่ยาในจีนแล้ว ยังเตรียมที่จะส่งออกไปขายในตลาดยุโรป โดยจะเปิดตัวในชื่อแบรนด์ Denza โดยจะวางตำแหน่งให้มาเเป็นคู่แข่งโดยตรงกับทาง Audi, Mercedes, Porsche และ BMW
ขณะที่ในบ้านเรานั้นต้องรอลุ้นกันว่าทางบีวายดี จะนำเข้ามาทำตลาดหรือไม่ งานนี้ต้องจับตาดูกันให้ดี แอบมีลุ้นเล็ก ๆ อยู่เหมือนกัน
