in , , ,

สัมผัสแรก 2027 Mercedes-Benz GLS ยกระดับฉายา ‘S-Class แห่งเอสยูวี’ ด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต

Mercedes-Benz ปรับโฉมเอสยูวีเรือธง 3 แถว จัดเต็มระบบปฏิบัติการ MB.OS ใหม่ล่าสุด หน้าจอ 3 ตำแหน่งพาดเต็มคอนโซล พร้อมอัปเกรดขุมพลัง V8 ให้แรงและตอบสนองดียิ่งขึ้น

ปฏิวัติห้องโดยสารด้วย MB.OS และหน้าจอ 3 ตำแหน่ง นับตั้งแต่เปิดตัว Mercedes-Benz GLS ก็ครองฉายา “S-Class แห่งวงการเอสยูวี” มาโดยตลอด และสำหรับโฉมปี 2027 นี้ ตัวรถได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ที่เน้นหนักไปด้านเทคโนโลยี สิ่งแรกที่สะดุดตาเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารคือแผงกระจกยาวพาดเต็มคอนโซลหน้า (Pillar-to-pillar) ซึ่งซ่อนหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วไว้ถึง 3 จอ (สำหรับผู้ขับขี่, จอกลาง, และจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า)

ระบบทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ MB.OS ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลส่วนกลางของรถ มาพร้อมผู้ช่วย AI จาก Microsoft และรองรับการอัปเดตแบบ OTA ภายในระบบมี App Store ให้โหลดแอปฯ ดูวิดีโออย่าง YouTube, Disney+ หรือแม้แต่ประชุมผ่าน Microsoft Teams ได้ และข่าวดีสำหรับหลายคนคือ แป้นควบคุมแบบสัมผัส (Touch-slider) ถูกถอดออกไปแล้ว และแทนที่ด้วยปุ่มหมุนแบบ Physical Roller บนพวงมาลัยและคอนโซลกลางที่ใช้งานง่ายและถนัดมือกว่าเดิมมาก

ดีไซน์ภายนอกสง่างาม พร้อมกิมมิกดวงดาวรอบคัน รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการปรับรายละเอียดให้ดูสดใหม่ กระจังหน้ามีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยพร้อมกรอบเรืองแสง ไฟหน้าจัดวางแนวตั้งและใส่กราฟิกรูปดาวสามแฉกเข้าไป ช่วยเสริมให้ตัวรถดูดุดันและโอ่อ่า นอกจากนี้ GLS โฉมนี้ยังเป็นเอสยูวีรุ่นแรกของค่ายที่มี “ดาวลอยเรืองแสง” บนฝากระโปรงหน้า ส่วนไฟท้ายก็ใช้กราฟิกรูปดาว 3 ดวงเรียงกัน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่สื่อถึงลำดับขั้น (รุ่นน้องอย่าง GLE จะมีดาวแค่ 2 ดวง)

ขุมพลัง Mild Hybrid อัปเกรดใหม่ และระบบขับขี่อัตโนมัติ Level 2++ ในด้านสมรรถนะ รุ่น GLS580 ยังคงใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร แต่เปลี่ยนเพลาข้อเหวี่ยงใหม่เป็นแบบ Flat-plane ทำให้รีดพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 530 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 20 แรงม้า) และแรงบิด 553 lb-ft ส่วนรุ่น GLS450 ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร พละกำลัง 375 แรงม้าเท่าเดิม แต่ปรับแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 413 lb-ft โดยทั้งสองเครื่องยนต์จะพ่วงระบบ Mild Hybrid 48V จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นมาตรฐาน

ด้วยพลังการประมวลผลของ MB.OS ทำให้ระบบช่วยเหลือการขับขี่ทำงานได้ฉลาดขึ้น ตัวรถทำงานผ่านกล้อง 10 ตัว, เรดาร์ 5 ตัว และเซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว รองรับระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ Level 2++ และสามารถทำระบบช่วยจอดอัตโนมัติได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 60% โดยคาดว่าจะพร้อมลุยตลาดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้