กระแสตอบรับถล่มทลายตั้งแต่วันแรก Toyota ขยับตัวครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว Toyota bZ7 รถซีดานไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Large-sized sedan) ภายใต้บริษัทร่วมทุน GAC-Toyota ในประเทศจีน การเปิดตัวครั้งนี้สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยสามารถกวาดยอดจองไปได้กว่า 3,100 คันภายในชั่วโมงแรกเท่านั้น ปัจจัยหลักมาจากราคาจำหน่ายที่ทำมาได้ดุดันมาก โดยมีราคาหลังหักเงินอุดหนุนอยู่ที่ 147,800 – 199,800 หยวน (ราว 7.5 แสน – 1.01 ล้านบาท)
ดีไซน์สปอร์ตฟาสต์แบ็ก และห้องโดยสารสุดหรู มิติตัวถังของ bZ7 ถือว่าใหญ่โตโอ่อ่า ด้วยความยาว 5,130 มม. และระยะฐานล้อ 3,020 มม. ดีไซน์ภายนอกมาในสไตล์ Coupe Fastback หลังคาลาดเท ด้านหน้าโดดเด่นด้วยแถบไฟ LED พาดขวางและไฟ DRL รูปตัว C พร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วเป็นมาตรฐาน
ภายในห้องโดยสารเน้นความสะดวกสบายขั้นสุด เบาะนั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีระบบระบายอากาศ ระบบทำความร้อน และระบบนวดมาให้ครบครัน พิเศษสุดที่เบาะหน้าซึ่งมาพร้อมฟังก์ชัน Zero-gravity มอเตอร์คู่ ช่วยให้นอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
ผสานเทคโนโลยีจากยักษ์ใหญ่ Huawei และ Xiaomi จุดขายสำคัญที่ทำให้ bZ7 โดดเด่นกว่าคู่แข่งคือการจับมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน:
-
ระบบจาก Huawei: ห้องโดยสารทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 5.0 (รองรับ Apple CarPlay) และใช้ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Drive ONE จาก Huawei ให้กำลังสูงสุด 207 kW (278 แรงม้า)
-
อีโคซิสเต็ม Xiaomi: ตัวรถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบของ Xiaomi อย่างเต็มรูปแบบผ่าน Mi Home App ทำให้สามารถสั่งการอุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ ได้จากในรถ
-
ระบบขับขี่ Momenta: ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ Momenta R6 โดยในรุ่นท็อปจะได้เซนเซอร์ LiDAR และเซนเซอร์รอบคันรวม 27 จุด รองรับระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ NOA ทั้งบนทางด่วนและในเมือง รวมถึงระบบช่วยจอดอัจฉริยะ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนเพิ่มเติม
แบตเตอรี่ ช่วงล่างถุงลม และการชาร์จไว bZ7 มีแบตเตอรี่ LFP ให้เลือก 2 ขนาด คือ 71.35 kWh และ 88.13 kWh ทำระยะทางวิ่งได้ 600 กม., 700 กม. และไกลสุด 710 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC) รองรับสถาปัตยกรรมการชาร์จไว 3C สามารถชาร์จไฟเพิ่มระยะทางวิ่ง 300 กม. ได้ภายใน 10 นาที พร้อมระบบจ่ายไฟ V2L กำลังสูงถึง 6.6 kW
ด้านการขับขี่ จัดเต็มด้วยช่วงล่างถุงลมแบบห้องคู่ (Dual-chamber air suspension) ทำงานร่วมกับโช้คอัพ SDC และระบบสแกนพื้นถนนล่วงหน้า เพื่อปรับความหนืดและระดับความสูงของช่วงล่างให้พร้อมรับแรงสะเทือน ช่วยให้การโดยสารนุ่มนวลที่สุด
