AVATR แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ที่ร่วมก่อตั้งโดย Changan, CATL และ Huawei เปิดตัว AVATR 07 รุ่นปี 2026 ที่ได้รับการปรับเพิ่มแอปชันที่มากขึ้นกว่าเดิม มีให้เลือกทั้งรูปแบบ BEV และ EREV เปิดวางจำหน่ายทั้งหมด 6 รุ่นย่อย โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้

- AVATR 07 EREV Elite ราคา 219,900 หยวน (ประมาณ 9.85 แสนบาท)
- AVATR 07 EREV Max+ ราคา 239,900 หยวน (ประมาณ 1.07 ล้านบาท)
- AVATR 07 EREV Ultra ราคา 269,900 หยวน (ประมาณ 1.2 ล้านบาท)
- AVATR 07 BEV Elite ราคา 229,900 หยวน (ประมาณ 1.02 ล้านบาท)
- AVATR 07 BEV Max+ ราคา 249,900 หยวน (ประมาณ 1.11 ล้านบาท)
- AVATR 07 BEV Ultra ราคา 279,900 หยวน (ประมาณ 1.25 ล้านบาท)

ในด้านงานออกแบบดีไซน์ของ AVATR 07 ยังคงยึดตามปรัชญาการออกแบบที่เรียกว่า Future Elegance เหมือนกับรุ่นพี่อย่าง AVATR 11 และ AVATR 12 โดดเด่นด้วยหน้าจออินเทอร์แอคทีฟ HALO ซึ่งเป็นจอ LED ที่อยู่ระหว่างใต้กระจกบังลมหน้า และเหนือขึ้นไปของฝากระโปรงหน้า โดยด้านในจะมีหลอดไฟมากถึง 10,500 ดวง

ด้านหน้าตัวรถจะมากับชุดไฟ DRL LED แบบ 2 ชั้น โดยล่างจะมาในรูปทรงตัว C ขนาดใหญ๋ มีชุดไฟส่องสว่างอยูาด้านใน โดยมีตราแบรนด์ AVATR ติดคั้นไว้ไว้ตรงกลาง นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ LiDAR ของทาง Huawei ที่อยู่บนหลังคาส่วนด้านล่างจะเป็นช่องดักอากาศทรงหกเหลี่ยมสีดำ




เส้นสายด้านข้างนั้นจะเหมือนกัน AVATR 11 ที่เรียบหรู มือเปิดประตูมาในแบบราบเรียบไปกับตัวรถ มาพร้อมชุดอัลลอยขนาด 20- 21 นิ้ว ที่ออกแบบลวดลายแบบ AERO WHELL ที่ช่วยลดแรงต้านอากาศ พร้อมตกแต่งขอบชายล่างตัวรถด้วยเฉดสีดำ

ขณะที่ด้านท้ายออกแบบให้มีความลาดเทนิด ๆ สไตล์รถคูเป้ ชุดไฟท้ายจะมาแบบเดียวกับ AVATR 12 เป็นแถบไฟ LED ที่เป็นเส้นเรียวยาวแยก ซ้าย-ขวา ด้านบนหลังคาส่วนท้ายมากับสปอยเลอร์หลังคา พร้อมชุดไฟเบรกดวงที่ 3 ที่เป็นเส้นอยู่ด้านล่าง โดยมีกล้องติดตั้งอยู่ตรงกลาง ขณะที่ตัวกระจกบานหลังของ AVATR 07 จะมาในรูปแบบปกติ ซึ่งจะแตกต่างจาก AVATR 12 ที่ไม่มีกระจกบานหลัง โดยทางผู้ผลิตเผยว่า AVATR 07 จะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอยู่ที่ 0.259 cd


ในด้านขนาดมิติตัวรถของ AVATR 07 จะเป็นเอสยูวีขนาด B- Segment โดยจะมีขนาดความยาว 4,825 มม. กว้าง 1,980 มม.สูง 1,620 มม. และระยะฐานล้อ 2,940 มม.



ภายในห้องโดยสารของ AVATR 07 มาพร้อมภาษากานออกแบบบบที่เรียกว่า ”เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ที่มาพร้อมกับความหรูหรา ทันสมัย ดูพรีเมียมในทุกมุมมอง โดยในรุ่นปี 206 จะมีให้เลือก 3 โทนสีได้แก่ สีน้ำตาล Full Caramel Luxe, สีน้ำตาลสลับขาว Glacier Caramel และสีเทา Tinted Shadows

แผงแดชบอร์ดจะได้รับการติตดตั้ง หน้าจอถึง 4 จอด้วยกัน ได้แก่หน้าจอไวด์สกรีนแบบพาโนรามาที่มาความยาวมากถึง 35.4 นิ้ว ความคมชัดระดับ 4K มาพร้อมหน้าจอควบคุมกลางขนาด 15.6 นิ้ว ที่วางแบบลอยตัวอยุ่ด้านหน้า มาพร้อมระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 5 จาก Huawei

นอกจากนี้ยังมีหน้าจอที่สะท้อนภาพจากกล้องมองข้างแบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาด 6.7 นิ้ว 2 จอ วางขนาบอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง มาพร้อมพวงมาลัยจะเป็นแบบมัลติฟังก์ทรงแบบหัวตัดท้ายตัด


ด้านคอนโซลกลางออกแบบให้เป็นแบบลอยตัว โดยจะมีเพียงแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายที่มีให้ 2 ช่อง มาพร้อมพื้นที่สำหรับวางกุญแจ, ช่องวางแก้วน้ำแบบคู่ และช่องเก็บของที่สามารถเปิดได้จากทั้งสองด้าน




ในส่วนเบาะที่นั่งจะเป็นแบบ 5 ที่นั่ง (2+3) หุ้มด้วยหนัง Nappa ตัวเบาะคู่หน้ามาในแบบ Zero Gravity ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความสบายสูงสุดในยามเดินทาง สามารถปรับปรับเอนได้ราบเรียบ มาพร้อมกับฟังก์ชันการระบายอากาศ และฟังก์ชันนวด รวมทั้งในรุ่นใหม่ยังมากับฟังก์ชันลดแรงสั่นสะเทือน



ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังถึงแม้จะรองรับได้ 3 ตำแหน่ง แต่งานออกแบบจะดูเป็นแบบ 2 ที่นั่งมากกว่า ตรงกลางตัวเบาะปรับโยกให้กลายเป็นที่วางเท้าแขนขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบควบคุมแบบหน้าจอสัมผัสสำหรับปรับมุมพนักพิงและฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น การทำความร้อน การระบายอากาศ และการนวด พร้อมด้วยม่านบังแดดไฟฟ้า



ด้านชุดอุปกรณ์ภายในยังได้รับชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 25 ตำแหน่ง, กระจกมองหลังแบบดิจิทัล, ม่านบังแดดไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาที่ออกแบบให้เกือบเต็มความกว้างของตัวหลังคา นอกจกานี้ในรุ่นปรับปรุงใหม่นี้อาจมีตู้เย็นขนาด 4 ลิตร ที่เป็นอุปกรณ์เสริม



ขณะพื้นที่เก็บของด้านท้ายจะมีความจุ 500 ลิตร ต่อเมื่อพับเบาะหลังคงจะเพิ่มพื้นที่ได้มากถึง 1,325 ลิตร รวมทั้งยังมีช่องเก็บของที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังช่วยให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นอีก 60 ลิตร อีกทั้งยังออกแบบให้มีช่องเก็บของกระจายตามจุดต่าง ๆ ห้องโดยสาร รวมทั้งมีช่องเก็บของด้านหน้า (Frunk) ที่ความจุอยู่ที่ 90 ลิตร (ในรุ่น BEV)




ด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ จะได้รับการติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะ Huawei ADS 4 จาก Huawei สามารถรองรับฟังก์ชัน Navigate On Autopilot (NOA) บนทางหลวงและถนนในเมือง และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ รถยนต์ยังสามารถหยุดรถได้ที่ความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. เมื่อระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทำงาน

สำหรับในด้านพละกำลังขับเคลื่อน AVATR 07 รุ่นปี 2026 ยังคงมีให้เลือกทั้งรูปแบบ BEV ไฟฟ้า 100% และ EREV ไฟฟ้าแบบขยายช่วง

ในรุ่น EREV จะมากับเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.5 ลิตรอยู่ใต้ฝากระโปรง ทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยจะจ่ายกำลังไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่แทน มาพร้อมชุดแบตเตอรี่ LFP ของทาง CATL มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 39 kWh และ 52 kWh โดยสามารถวิ่งได้ไกล 245 – 333 กม. และมีระยะทางการวิ่งรวมอยู่ที่ 1,115 – 1,200 กม.



ส่วนในรุ่น BEV (ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100%) จะมากับชุดแบตเตอรี่ LFP Shenxing ของทาง จาก CATL ที่มีขนาดความจุ 82.2 kWh

มีให้เลือกทั้งแบบมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียว และมอเตอรืไฟฟ้า 2 ตัว โดยในรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดีนวนั้นจะวางอยู่ที่ล้อหลัง (RWD) ให้กำลัง 252 kW / 338 แรงม้า โดยจะมีระยางทางไกล 650 กม. ขณะที่ในรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) จะให้กำลังรวมสูงสุด 440 kW / 590 แรงม้า แบตเตอรี่ชารืจไฟเต้มห้ระยะทางวิ่งไกลสุด 610 กม.



สำหรับ AVATR 07 รุ่นปี 206 ที่เปิดวางจำหน่ายในประเทศจีน จะมีเฉดสีตัวถังให้เลือก 6 สีได้แก่สีเทา Andes Gray, สีขาว Cotton White, สีม่วง Damson Metallic, สีเขียว Jade Green Metallic, สีดำ Mineral Rock Black และสีฟ้า Skylight Silk



AVATR 07 จะเป็นรถอีกหนึ่งลุ้นที่ทางฉางอันประเทศไทย เตรียมที่จะนำเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ต่อจาก AVATR 11 โดยคาดว่าจะเตรียมเปิดตัวในไทยในช่วงปลายปีนี้ ส่วนในสเปคที่จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเรานั้นต้องมารอลุ้นกันว่าจะมีการตัด หรือเพิ่มเติมออปชันกันมากน้อยขนาดไหน ส่วนด้านราคาจำหน่ายในไทย นั้นคาดว่าจะมีค่าตัวอยู่ที่ราว ๆ 1.5 – 1.6 ล้านบาท

ทั้งนี้หากมีรายละเอียดความคืบหน้า และข้อมูลเพิ่มเติมออกมาออย่างไรทางทีมงาน Autostation.com จะรีบนำรายางนให้เพื่อน ๆ ได้ทราบอีกครั้งหนึ่งโดยทันที
