AVATR แบรนด์รถที่อยู่ในสังกัดของ Changan เตรียมลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮเอ็นในตลาดเมืองไทยในปลายปี 2568 นี้ โดยพร้อมเปิดตัว AVATR 07 เอสยูวีไฟฟ้าขนาดกลางดีไซน์สุดหรู พร้อมเข้าไทยปลายปีนี้ลุ้นราคาเริ่มที่ 1.5 ล้านบาท

ในด้านงานออกแบบดีไซน์ของ AVATR 07 ยังคงยึดตามปรัชญาการออกแบบที่เรียกว่า Future Elegance เหมือนกับรุ่นพี่อย่าง AVATR 11 และ AVATR 12


ด้านหน้าตัวรถจะมากับชุดไฟ DRL LED แบบ 2 ชั้น โดยล่างจะมาในรูปทรงตัว C ขนาดใหญ๋ มีชุดไฟส่องสว่างอยูาด้านใน โดยมีตราแบรนด์ AVATR แบบเรืองแสงติดคั้นไว้ไว้ตรงกลาง นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ LiDAR ของทาง Huawei ที่อยู่บนหลังคา

ส่วนด้านล่างจะเป็นช่องดักอากาศทรงหกเหลี่ยมสีดำ โดยในรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จะมาในรูปแบบแอคทีฟที่สามารถเปิด- ปิดได้ด้วยไฟฟ้า


เส้นสายด้านข้างนั้นจะเหมือนกัน AVATR 11 ที่เรียบหรู มือเปิดประตูมาในแบบราบเรียบไปกับตัวรถ มาพร้อมชุดอัลลอยขนาด 20- 21 นิ้ว ที่ออกแบบลวดลายแบบ AERO WHELL ที่ช่วยลดแรงต้านอากาศ พร้อมตกแต่งขอบชายล่างตัวรถด้วยเฉดสีดำ


ขณะที่ด้านท้ายออกแบบให้มีความลาดเทนิด ๆ สไตล์รถคูเป้ ชุดไฟท้ายจะมาแบบเดียวกับ AVATR 12 เป็นแถบไฟ LED ที่เป็นเส้นเรียวยาวแยก ซ้าย-ขวา ด้านบนหลังคาส่วนท้ายมากับสปอยเลอร์หลังคา พร้อมชุดไฟเบรกดวงที่ 3 ที่เป็นเส้นอยู่ด้านล่าง โดยมีกล้องติดตั้งอยู่ตรงกลาง ขณะที่ตัวกระจกบานหลังของ AVATR 07 จะมาในรูปแบบปกติ ซึ่งจะแตกต่างจาก AVATR 12 ที่ไม่มีกระจกบานหลัง โดยทางผู้ผลิตเผยว่า AVATR 07 จะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอยู่ที่ 0.259 cd

ในด้านขนาดมิติตัวรถของ AVATR 07 จะเป็นเอสยูวีขนาด B- Segment โดยจะวางตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นคู่แข่งของ Tesla Model Y, ZEEKR 7X, XPENG G6, MG IM6 และ GAC HYPTEC HT โดย AVATR 07 จะมีขนาดความยาว 4,825 มม. กว้าง 1,980 มม.สูง 1,620 มม. และระยะฐานล้อ 2,940 มม.

ภายในห้องโดยสารของ AVATR 07 มาพร้อมภาษากานออกแบบบบที่เรียกว่า ”เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ที่มาพร้อมกับความหรูหรา ทันสมัย ดูพรีเมียมในทุกมุมมอง




แผงแดชบอร์ดจะได้รับการติตดตั้ง หน้าจอถึง 4 จอด้วยกัน ได้แก่หน้าจอไวด์สกรีนแบบพาโนรามาที่มาความยาวมากถึง 35.4 นิ้ว ความคมชัดระดับ 4K มาพร้อมหน้าจอควบคุมกลางขนาด 15.6 นิ้ว ที่วางแบบลอยตัวอยุ่ด้านหน้า มาพร้อมระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 4.0 ของ Huawei

ด้านพวงมาลัยจะเป็นแบบมัลติฟังก์ทรงแบบหัวตัดท้ายตัด พร้อมตกแต่งภายในด้วยวัสดุสีทองตามส่วนต่าง ๆ ทั้งที่บนพวงมาลัย และคอนโซลกลาง

ด้านคอนโซลกลางออกแบบให้เป็นแบบลอยตัวตกแต่งด้วยวัสดุลสายไม้ โดยจะมีเพียงแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายที่มีให้ 2 ช่อง มาพร้อมพื้นที่สำหรับวางกุญแจ, ช่องวางแก้วน้ำแบบคู่ และช่องเก็บของที่สามารถเปิดได้จากทั้งสองด้าน

ในส่วนเบาะที่นั่งจะเป็นแบบ 5 ที่นั่ง (2+3) หุ้มด้วยหนัง Nappa สีมุก ซึ่งผลิตโดยใช้สารฟอกหนังจากพืช ตัวเบาะคู่หน้ามาในแบบ Zero Gravity ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความสบายสูงสุดในยามเดินทาง สามารถปรับปรับเอนได้ราบเรียบ มาพร้อมกับฟังก์ชันการระบายอากาศ และฟังก์ชันนวด

ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังถึงแม้จะรองรับได้ 3 ตำแหน่ง แต่งานออกแบบจะดูเป็นแบบ 2 ที่นั่งมากกว่า ตรงกลางตัวเบาะปรับโยกให้กลายเป็นที่วางเท้าแขนขนาดใหญ่ มาพร้อมระบบควบคุมแบบหน้าจอสัมผัสสำหรับปรับมุมพนักพิงและฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น การทำความร้อน การระบายอากาศ และการนวด พร้อมด้วยม่านบังแดดไฟฟ้า

นอกจากนั้นยังบุผนังหลังคาด้านในด้วยหนัง Alcantara มาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาที่ออกแบบให้เกือบเต็มความกว้างของตัวหลังคา

ด้านชุดอุปกรณ์ภายในยังได้รับชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 25 ตำแหน่ง, ม่านบังแดดไฟฟ้า, แม่นชารืจสมาร์โฟนแบบไร้สายที่มีมาให้ 2 ตำแหน่ง

อีกทั้งยังออกให้มีช่องเก็บของกระจาบยตามจุดต่าง ๆ ห้องโดยสาร รวมทั้งมีช่องเก็บของด้านหน้า (Frunk) ที่ความจุอยู่ที่ 90 ลิตร

ขณะพื้นที่เก็บของด้านท้ายจะมีความจุ 500 ลิตร ต่อเมื่อพับเบาะหลังคงจะเพิ่มพื้นที่ได้มากถึง 1,325 ลิตร รวมทั้งยังมีช่องเก็บของที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังช่วยให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นอีก 60 ลิตร

นอกจากนั้นระบบช่วงล่างยังออกแบบให้เป็นแบบ Taihang ควบคุมอัจฉริยะ ด้านหน้าจะเป็นแบบปีกนกคู่ที่ผลิตขึ้นจากอะลูมิเนียม ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบมัลติลิงค์พร้อมซับเฟรมฟูลเฟรมอะลูมิเนียมหล่อ มาพร้อมระบบกันสะเทือนอิสระปีกนกคู่ สปริงลมอัจฉริยะที่มีโหมดปรับได้ 4 โหมด และระบบลดแรงสั่นสะเทือนแบบไดนามิก CDC ที่ปรับได้ 100 ครั้งต่อวินาที
ด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ จะได้รับการติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะ Huawei ADS 4 มาพร้อม LiDAR (ระบบดังกล่างนี้จะมีเฉพาะในจีน) พร้อมระบบนำทางในเมืองที่ได้รับการอัปเกรด และระบบหลีกเลี่ยงการชนแบบใหม่

สำหรับในด้านพละกำลังขับเคลื่อนถ้านรุ่นจำหน่ายในประเทศจียนจะมีให้เลือกทั้งแบบ BEV ไฟฟ้า 100% และ EREV ไฟฟ้าแบบขยายช่วง โดยมีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนที่จะเข้าทำตลาดในไทยนั้นจะมีเฉพาะรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน
โดยในรูปแบบ BEV ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ในรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวจะวางอยู่ที่คู่ล้อหลังให้กำลัง 252 kW / 338 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 365 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ ชม. ภายในเวลา 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 200 กม./ ชม.มาพร้อมสถาปัตรกรรม 800V โดยจะมากับแบตเตอรี่ LFP จาก CATL ขนาดความจุ 82.1 kWh ชาร์จไฟให้ระยะทางวิ่งไกลสุด 610 กม. (NEDC)

ส่วนในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ชุดมอเตอร์ไฟฟ้คู่หล้งจะเหมือนกับในรุ่นมอเอตรืไฟฟ้สตัวเดียว โดยจะเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้าที่คู่ล้อหน้าเข้าให้กำลัง 188 kW / 225 แรงม้า โดยจะมีพละกำลังรวม 598 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 645 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที จับคู่กับชุดแบตเตอรี่ LFP จาก CATL ขนาด 82.1 kWh ให้ระยะทางวิ่ง 570 กม. (NEDC)
สำหรับ AVATR 07 ที่เปิดวางจำหน่ายในจีนจะมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำ, สีขาว, สีเทา, สีเขียว และสีม่วง

ด้านสนนราคาจำหน่ายนั้นจะมีให้เลือก 3 รุ่นเช่นกันได้แก่ Pro, Max และ Ultra เปิดราคาจำหน่ายไว้ระหว่าง 229,900 – 289,000 หยวน หรือราว ๆ 1.03 – 1.3 ล้านบาท
ส่วนในสเปคที่จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเรานั้นต้องมารอลุ่นกันง่าจะมีการตัด หรือเพิ่มเติมออปชันกันมากน้อยขนาดไหน ส่วนด้านราคราจำหน่ายั้นคาดว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1.5 – 1.6 ล้านบาท
