บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย นอกจากจะเปิดตัว NEW MG IM6 เอสยูวีคูเป้ดีไซน์หรูแล้ว ที่ในภายในงาน Motor Show 2025 ก็ได้เปิดตัวประกาศราคาจำหน่าย NEW MG S5 EV เอสยูวีไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดยจะมีให้เลือก 3 รุ่น เปิดราคาจำหน่ายไว้ดังนี้

ราคาจำหน่าย NEW MG S5 EV (รุ่นประกอบในไทย)
- MG S5 EV รุ่น D ราคา 7.19 แสนบาท
- MG S5 EV รุ่น X ราคา 7.79 แสนบาท
- MG S5 EV รุ่น V ราคา 8.99 แสนบาท
ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว หลังจากนั้นจะปรับเพิ่มขึ้น 20,000 – 50,000 บาท
มาพร้อมการรับประกันและบริการ ดังนี้
- รับประกันชิ้นส่วน ตลอดอายุการใช้งาน Lifetime Warranty ไม่จำกัดปี ไม่จำกัดระยะทาง
- แบตเตอรี่
แรงเคลื่อนสูง (High-Voltage Battery) - ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน (Electric Drive Unit)
- ชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน (Power Electric Box)

สำหรับ NEW MG S5 EV โดยในตลาดเมืองจีนจะใช้ชื่อรุ่นว่า ใช้ว่า MG ES5 โดยเอสยูวีไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ จะเข้ามาแทนที่ MG ZS EV
สามารถดูคลิปรีวิวก่อนเปิดตัวได้ที่ ชมคันจริง พร้อมสเปคขายไทย MG S5 EV อ็อพชั่นแน่น ขับได้ไกล 550 กม. ถ้าเปิดมา 7.xx แสนบาท น่าใช้ไหม?



ในด้านงานออกแบบดีไซน์นั้นจัะมากับความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ด้านหน้าจะมาในแบบปิดทึบตามแบบฉบับรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ ขนาบข้างด้วยชุดไฟหน้าแบบแยกส่วน 2 ชั้น ด้านบนจะเป็นไฟ DRL LED ที่เป็นกรอบทรงเรียวยาว ที่วางเรียวต่อกัน 3 ดวง สาวนชุดไฟส่องสว่างด้านล่างจะอยู่ในกรอบทรงสี่เหลี่ยมคางหมู มาพร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ โดยจะมีช่องดักอากาศต่อเชื่อมอยู่ด้านล่าง

นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับช่องดักอากาศคู่ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางที่เปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active grille) เติมความสปอร์ต และดุดันด้วยชุดพาร์ทแต่งสีดำรอบตัวรถที่ชายด้านล่าง

เส้นสายด้านข้างตัวถังจะมีเส้นนำสายตาที่ลากยาวตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า ลากยาวไปจนถึงชุดไฟท้าย พร้อมตกแต่งชายประตูข้างด้วยแถบสีโครเมียม ขณะที่มือเปิดประตูมาในรูปแบบปกติที่เป็นสีเดียวกับตัวรถ ตัดกับฝาครอบกระจกมองข้างที่เป็นสีดำมาพร้อมชุดไฟเลี้ยวในตัว



เพิ่มความหรูหราที่ขอบหน้าต่างบานข้างด้วยคิ้วโครเมียมที่ลากยาวตั้งแต่เสา A เลาะขึ้นไปตามขอบหน้าต่างไปจนถึงเสา C ด้านท้าย มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ในทุกรุ่นย่อย มาพร้อมกระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า

ขณะที่ด้านบนหลังคายังคงมาพร้อมกับแล็คหลังคาที่เป็นสีโครเมียมเพื่อเสริมลุคให้เป็นรถสไตล์ครอสโอเวอร์ พร้อมกับรองรับใช้งานที่หลากหลาย อีกทั้งยังเสริมความสปอร์ตให้กับตัวรถด้วยนสปอยเลอร์หลังคา ที่มาพร้อมชุดำฟเบรกดวงที่ 3


ด้านท้ายติดตั้งชุดไฟท้ายทรงตัว Y ที่วางพาดยาวเต็มพื้นที่ด้านหลัง โดยมีตราโลโก้ MG คั้นไว้ตรงกลาง มาพร้อมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติกระจกบานหน้า นอกจากนั้นยังมากับฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้าพร้อมระบบเตะเปิดอัตโนมัติ

สำหรับขนาดมิติตัวรถจะมีความยาว 4,476 มม. กว้าง 1,849 มม. สูง 1,621 มม. และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,730 มม. อีกทั้งยังมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำเป็นพิเศษเพียง’ 530 มม. ช่วยทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น และยังมีการกระจายน้ำหนักที่เพลา 50-50

ภายในห้องโดยสาร เน้นงานออกแบบที่ดูพรีเมียมทุกสัมผัส สะดวกสบายในทุกมุมมอง ด้วยการออกแบบภายในที่เรียบง่าย พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งสีทูโทน เทา-ดำ โดยจะตกแต่งภายในด้วยวัสดุ Soft touch




เบาะที่นั่งรองรับได้ 5 ที่นั่ง ตัวเบาะหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ โดยในรุ่น V มาพร้อมกับรูระบายอากาศตัวเบาะนั่งฝั่งผู้ขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ส่วนเบาะที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังปรับพับได้ 60:40 มาพร้อมที่ท้าวแขน และที่วางแก้ว



แผงคอนโซลหน้าจะมากับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ที่หุ้มด้วยหนังปรับ 4 ทิศทาง ควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางโทรศัพท์ มาพร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้ว (Digital Multi-Function Display) และหน้าจออินโฟนเทนเมนต์แบบสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว ที่รองรับการรเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay และ Android แบบไร้สาย



รวมทั้งยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการ i-SMART 3.0 ด้านชุดอุปกรณ์ภายในจะได้รับกระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down, ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ, ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ระบบ Intelligent smart access, ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย, ชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 จุด และหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา

ส่วนพื้นที่เก็บของด้านท้ายจะมีขนาดความจุที่ 453 ลิตร และเมื่อพับเบาะด้านหลังลงจะขยายพื้นที่ได้มากถึง 1,441 ลิตร

NEW MG S5 EV จะถูกสร้างขึ้นแพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะที่มีชื่อว่า Modular Scalable Platform (MSP) เช่นเดียวกับรุ่น MG4 โดยจะมีให้เลือก 2 รุ่น
- รุ่น X จะมากับมอเตอร์ไฟฟ้าที่วางอยู่คู่ล้อหลังให้กำลัง 125 kW (170 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ในเวลา 8 วินาที จับคู่กับแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate Battery (LFP) ขนาด 50 kWh ชาร์ตไฟเต็มให้ระยะทางวิ่งไกล 416 กม. (NEDC)
- รุ่น V จะมากับมอเตอร์ไฟฟ้าที่วางอยู่คู่ล้อหลังให้กำลัง 180 kW ( 245 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ในเวลา 6.1 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium Iron Battery (NMC) ขนาด 64 kWh ชาร์จไฟเต็มวิ่งไกลสุด 550 กม. (NEDC)

รองรับการชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% – 80% ใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาทีรองรับการชาร์จแบบกระแสตรงสูงสุด 140 kW

อีกทั้งยังมาพร้อมระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 6 kW

โดยทั้ง 2 รุ่นจะมีโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ Comfort, Normal, Sport, Snow และ Custom อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบ KERS 4 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง และแบบแปรผันตามการขับขี่

ด้านระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension พร้อมเดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมช่องระบายความร้อน



ในด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ของจะมากับระบบ เบรกมือไฟฟ้า EPB / ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH, ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD / ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA ,ระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC, ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS, ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS, ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS, ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW , ระบบช่วยเบรก AEB, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA, ระบบช่วยควบคุมรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอยู่ในเลน LKA, ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน LDP, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK, ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตาที่ทำงานประสานกันทั้ง ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD, ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA, ระบบช่วยเบรกขณะถอย RCTB, ระบบระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW และระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง RCW อีกทั้งยังมีระบบคันเร่งแบบ One Pedal และฟังก์ชันปลดล็อคเกียร์ว่างจากหน้าจอ

นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX, ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ, เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติล ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย, กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหลัง รวมทั้งยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i–SMART ที่ครอบคลุม 3 ความอัจฉริยะ ได้แก่
ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (Smart Check)
- ระบบตรวจสอบแบตเตอรี่ Battery Doctor บันทึกและวิเคราะห์ พฤติกรรมการใช้งาน พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแบตเตอรี่เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น
- ระบบสั่งการ และระบบค้นหารถ Find My Car
- ระบบเตือนความผิดปกติของรถยนต์
- ระบบช่วยค้นหาศูนย์บริการ นัดหมาย และบันทึกการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ
- ระบบตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การชาร์จ และสถานีชาร์จ
ระบบสั่งการอัจฉริยะ (Smart Command)
- กุญแจดิจิตอล
- ระบบสั่งการผ่านเสียงภาษาไทย
- ระบบควบคุมการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านทางสมาร์ทโฟน
- ระบบโทรออก – รับสายกรณีฉุกเฉิน
- ระบบสั่งการชาร์จ สถานี MG SUPER CHARGE ผ่านทางสมาร์ทโฟน
ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Smart Connect)
- ระบบนำทาง Navigation พร้อมรายงานการจราจรแบบ Real Time
- ระบบช่วยค้นหาร้านอาหาร และที่พักบนแผนที่นำทาง
- อัพเกรดระบบผ่านออนไลน์
- ระบบเล่นเพลงออนไลน์แบบสตรีมมิ่ง
- อัพเดทข้อมูลพยากรณ์อากาศ
- ระบบเรียกดูข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ปัจจุบัน

NEW MG S5 EV ที่เปิดวางจำหน่ยาในไทย จะมีสีตัวถังให้เลือก 4 สี ได้แก่ สี CHAMPAGNE TITANIUM / สี ANDES GREY / สี BLACK KNIGHT และ สี ARCTIC WHITE
